เดเมียน เฮิร์สท์ ผู้บุกเบิกงานศิลปะ

คุณเดินเข้าไปในห้องแสดงงานศิลปะ มุ่งมาดว่าจะพบภาพลายเส้นขนาดใหญ่บนผนัง รูปภาพที่เขียนด้วยสีน้ำมันชั้นหนึ่ง บางทีอาจเป็นภาพวิวที่คุณสัมผัสได้ถึงความเงียบเหงา หรือทำให้สมองโล่ง บางทีอาจเป็นภาพป่าเขียวขจีที่คุณรู้สึกได้ถึงฝนที่เพิ่งจะโรย บางทีอาจเป็นภาพบุคคลสำคัญที่คุณสามารถเชื่อมโยงตัวเองกับบุคคลในรูปภาพได้

หรือบางทีอาจเป็นภาพใครบางคนที่คุณไม่รู้ว่าเขายิ้มเพราะอะไร หากคูนมองหาสิ่งเหล่านี้ในงานของเดเมียน เฮิร์สท์ คุณจะไม่เจอภาพพวกนั้นในสถานที่นี้เลย สิ่งที่คุณจะได้เจอมีเพียงแค่ตู้ที่ทำจากกระจกขนาดใหญ่ที่ข้างในนั้นมีฝูงปลาที่กำลังว่ายน้ำอยู่ท่ามกลางสิ่งของต่างๆ ที่เขาต้องการจะสื่อ

คุณตระหนกตกใจแน่หากได้เห็นผลงานของเขาคนนี้ และมันจะเป็นความตระหนกตกใจผสมกับความแปลกใจ แต่ใจเย็นๆ ไว้ อย่าพึ่งผลีผลามออกมาจากห้องดังกล่าว ไม่ว่าคุณจะเห็นศิลปะใดๆ ไม่ว่าในตู้กระจกใสขนาดใหญ่นั้นจะเปลี่ยนจากฝูงปลา เป็นเพียงปลาฉลามชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ตัวหนึ่งลอยนิ่งไม่เคลื่อนไหวอยู่ในตู้นั้น

Damien Hirst ผู้สร้างงานศิลปะรูปแบบนี้เป็นคนอังกฤษ เขาได้นำปลามาใช้ในงานศิลปะของเขาโดยเริ่มตั้งแต่ปี 1999 ผลงานที่โด่งดังมีชื่อว่า Love Lost ซึ่งมันไม่ใช่ภาพวาดแต่เป็นตู้กระจกขนาดใหญ่ และภายในนั้นคุณจะพบฝูงปลา ซึ่งเป็นชนิดปลาคาร์ฟสีดำจากแอมะชอนที่ว่ายวนอยู่รอบข้าวของต่างๆ อันมีเตียงตรวจคนไข้เกี่ยวกับแผนกของสูติ มีการห้อยเสื้อกาวน์แบบวางกับพื้นและก็เครื่องเพชรพลอยนานาของหญิงคนหนึ่ง

วิธีทำงานศิลปะของ เขาได้รับอิทธิพลมาจากกรรมวิธีเลือกใช้วัตถุหรือข้าวของที่มีอยู่เดิมทีแล้ว เอามาจัดโชว์ขึ้นเป็นงานศิลปะ ขั้นตอนนี้มีชื่อเรียกว่า Ready Made Method

เดเมียน ได้ทำผลงานที่ผู้ชมไม่เคยพบมาก่อนด้วยการเปลี่ยนวัตถุที่มีมาแรกเริ่มอย่างหนัก ปลาในงานศิลปะของเขาก็เลยไม่ได้ตีความเป็นแค่ปลาฝูงหนึ่งเท่านั้น มันถูกตีความหมายใหม่จากสิ่งที่เคลื่อนในน้ำ หายใจทางเหงือก มีครีบและก็หาง ไปสู่ส่วนประกอบทางศิลป์

ผลงานของเดเมียน เฮิร์สท์ นั้นอาจจะเรียกได้ว่าแปลกกว่าผลงานของศิลปินทั่วไปมาก มันทั้งน่าสนใจ แปลกใจ และน่าตะลึง แต่ที่สำคัญ คือมันช่างเป็นการพัฒนาศิลปะขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน อาจะเรียกได้ว่า เขานี่แหละที่เป็นผู้เปลี่ยนแปลงงานศิลปะแบบเดิมๆ ที่เป็นภาพวาด ให้กลายเป็นศิลปะที่มีชีวิต ทำให้มุมมองทางด้านศิลปะของหลายๆ คนเปลี่ยนไป

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    gclub

เจ-เค-โรว์ลิ่ง

ประวัติของ เจ เค โรว์ลิ่ง

        เจ-เค-โรว์ลิ่ง แล้วก็เชื่อว่าหลายคนนั้นย่อมรู้จักเธอเป็นอย่างดีในนามของนักเขียนที่แต่งนวนิยายเรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์ที่เป็นนวนิยายที่โด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งซึ่งนวนิยายเรื่องนี้นอกจากจะมีการโด่งดังมากแล้วยังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้ผู้ชมนั้นได้ดูกันอีกด้วยและเธอนั้นก็สร้างชื่อเสียงและมีเงินทองมากมายจากการที่เธอได้แต่งนวนิยายเรื่องนี้นั่นเอง

สำหรับภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อมดน้อยที่ได้ใช้ชีวิตต่อสู้อยู่ในวงการเวทมนตร์จนในที่สุดเขานั้นก็สามารถต่อสู้กับพ่อมดที่มีความเร็วรายได้สำเร็จสำหรับเรื่องราว นั้นชีวิตของเธอนั้นไม่ได้ดูด้วยกลีบกุหลาบเพราะในสมัยที่เธอยังเป็นเด็กนั้นเธอเป็นคนที่ชอบจินตนาการและชอบแต่งนิยายโดยเธอมักจะแต่งนิทานให้กับน้องสาวของเธอได้ฟังจนเมื่อเธอเติบโตขึ้นเธอได้ไปสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแต่เธอก็ถูกปฏิเสธในการที่จะอนุญาตให้เข้าเรียนหลังจากนั้นในช่วงชีวิตความยากลำบากของเธอก็เกิดขึ้นเมื่อเธออายุ 25 ปี

แม่ของเธอก็ได้เสียชีวิตลงหลังจากนั้นเธอก็ได้มีคนรักและเธอก็ได้มีการตั้งครรภ์ขึ้นมาแต่อย่างไรก็ตามเพียงไม่นานเธอก็มีการแท้งลูกซึ่งหลังจากนั้น 1 ปีเธอก็ได้พบรักกับชายอีกคนหนึ่งและเธอก็ได้แต่งงานและมีลูกกับเขาแน่นอนความรักในครั้งนี้ของเธอนั้นทำให้เธอได้ลูกสาวตัวน้อยมาคนหนึ่งแต่ข่าวร้ายก็ตามมาหลังจากนั้นไม่นานเมื่อสามีของเธอนั้นขอหย่าขาดจากเธอ

ซึ่งเธอต้องการมาเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในทันทีและแน่นอนว่าจากการที่เธอต้องดูแลลูกคนเดียวและไม่มีงานทำนั่นเองทำให้เธอกลายเป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรงเธอมีเงินในการเลี้ยงชีพตนเองกับรูปด้วยการใช้เงินสวัสดิการทางสังคมของรัฐ เธอเคยคิดที่จะพ่ายแพ้ให้กับโชคชะตาชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายแต่ในที่สุดเธอก็สามารถกลับมาคิดได้และเธอได้นำความเครียดทั้งหมดที่เธอมีอยู่ไปใส่ลงในหนังสือของเธอเลยเธอมีการเขียนนวนิยายขึ้นมาเกี่ยวกับพ่อมดน้อยที่ต้องต่อสู้กับชีวิตเมื่อเธอยื่นหนังสือไปให้สำนักพิมพ์ได้ตีพิมพ์หนังสือของเธอ

ทุกสำนักพิมพ์ต่างก็พากันปฏิเสธโดยบอกว่าหนังสือของเธอนั้นไม่สามารถที่จะขายได้แต่อย่างไรก็ตามได้มีสำนักพิมพ์หนึ่งยอมตอบรับที่จะพิมพ์งานให้กับเธอ และเหตุผลที่สำนักพิมพ์นั้นตอบรับที่จะทำหนังสือให้เธอเพราะว่าลูกชายของเจ้าของสำนักพิมพ์ได้มีการอ่านต้นฉบับและเด็กชายคนนั้นตั้งหน้าตั้งตาอ่านจนจบเลยบอกว่าเป็นหนังสือที่ดี

แน่นอนว่าเมื่อเด็กน้อยกว่า 1 เก่าอ่านจบเล่ม 4 เล่มที่ 1 เขาก็ขอเล่นที่ 2 เล่มที่ 3 ตามมาเรื่อยๆ และในที่สุดชีวิตของเธอก็ประสบความสำเร็จหนังสือที่เธอแต่งนั้นปัจจุบันมีการพิมพ์ขายไปแล้วมากกว่า 500 ล้านเล่มทั่วโลกและยังเป็นที่โด่งดังตั้งแต่นั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังสามารถที่จะขายหนังสือของพ่อมดน้อยแฮร์รี่พอตเตอร์ได้ 

 

 

สนับสนุนโดย  gclub