ตำนานหญิงสาว บนแก้ว “Starbucks” คือใครกันนะ เธอคือเงือกน้อยหรอ?

เพื่อนๆหลายคนที่เข้าร้านกาแฟชื่อดังอย่าง “Starbucks” แล้วเพื่อนๆคงคุ้นตาเป็นแน่แท้ ที่บนแก้วของสตาบัคทุกแก้วจะมีหญิงสาวอยู่บนแก้วทุกใบและเธอคือใครกันนะ บางคนก็คิดว่าเธอเป็นนางเงือกน้อยธรรมดาๆเท่านั้นแต่ความจริงนั้นไม่ใช่เลย เธอคือนางปีศาจร้าย นามว่า “Siren” หรือ “ไซเรน” นั้นเอง !! แล้วไซเรน คือใครกันละ แล้วเธอมาจากไหน เราไปดูตำนสนของ ไซเรน หญิงสาวที่หน้าตาคุ้นเคยของคนทั่วโลกกันเถอะ

แก้วสตาบัคนั้นเราจะเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่มาพร้อมกับกาแฟแก้วโปรดของคุณเสมอ เพื่อนๆรู้หรือไม่ว่าเธอนั้นปีศาจแห่งท้องทะเลนะ แต่ทำไมกันสตาบัคถึงเลือกเธอมาเป็นสัญลักษณ์ในการขายกาแฟแบบนี้ นั้นเป็นเพราะสตาบัคเลือกไซเรน จากการที่ไซเรนเป็นปีศาจร้านที่ค่อยขโมยหัวใจให้นักเดินทางท้องทะเลนั้นหลงรักหรือหลงใหลในเธอจากเสียงเพลงที่เธอขับร้องนั้นเอง

และเพราะเหตุนี้เราถึงรู้แล้วว่าทำไมสตาบัคถึงเลือก ไซเรน มาเป็นหน้าเป็นตาในกาแฟของเค้า เพราะความเป็นทะเลที่เกี่ยวกับน้ำและ ความเซ็กซี่ของไซเรนที่ ใครพบเจอก็ต้องหลงรักนั้นเอง และตั้งแต่ที่สตาบัคเริ่มต้นกิจการขึ้นมา ก็เลือกที่จะให้มีไซเรนอยู่บนแก้วกาแฟตลอดมาจนปัจจุบัน

ซึงมีการปรับเปลี่ยนไซเรนไปบาง หลังจากกาแฟเริ่มดังและเป็นที่รู้จักเพราะว่าไซเรนเวอร์ชั่นแรกนั้น สตาบัคออกแบบให้ไซเรนนั้นมีรูปร่างน่าหลงใหล และเห็นหน้าอกชัดเจนนั้นเอง และพอเริ่มเป็นที่รู้จัก จึงเลือกที่จะออกแบบไซเรนใหม่โดยไม่ให้เห็นหน้าอกอีกต่อไป จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ไซเรนไม่เห็นในส่วนของอวัยวะเพศอีกต่อไป เพียงแค่เห็นว่าไซเรนนั้นมี 2 หางเท่านั้น

แต่ความเป็นจริงของตัวปีศาจไซเรนนั้น จะมีรูปลักษณ์สวยงาม หุ่นดี จับหางทั้ง 2 ข้างของเธอแยกออกและมีใบหน้าน่าหลงใหลนั้นเอง ซึ่งนั้นเป็นเพราะปีศาจไซเรนต้องการยั่วยวนนักเดินทางในทะเลหรือมหาสมุทรนั้นเอง ซึ่งนั้นเองก็เลยทำให้สตาบัคตัดสินใจออกแบบไซเรนให้ดูไม่ยั่วยวนจนเกินไป

ซึ่งความเป็นมาของไซเรนมีมาช้านานแล้ว เธอเป็นปีศาจสาวที่อยู่ในท้องทะเล ซึ่งคนบางคนก็เรียกเธอว่าเป็นนางเงือกสาว ที่ถูกตัดหางออกเป็นสองส่วน ซ้ายและขวา และไม่ว่าใครก็ตามที่เดินทางในทะเลหรือมหาสมุทรมักจะได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะ และหลงใหลเธอทั้งนั้น ใครจะไปคิดว่า สตาบัตจะนำปีศาจที่แสนจะมีเสน่ห์และยั่วยวน

ดูเซ็กซี่อย่างไซเรนมาเป็นสัญลักษณ์ได้ แถมเป็นแก้วกาแฟที่หลายคนคุ้นเคย เพราะดังไปทั่วโลก ไม่มีใครไม่รู้จักเธอแน่นอน

 

 

สนับสนุนโดย   UFABET เว็บตรง

ตำนานบั้งไฟพญานาค

       เรื่องราวของบั้งไฟพญานาคนั้นเป็นเรื่องราวที่ยังคงมีความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีความเชื่อกันอยู่ซึ่งในทุกๆปีนี้ผู้คนจากทั่วทุกจังหวัดต่างๆก็จะพากันหลั่งไหลเดินทางไปที่จังหวัดหนองคายเพื่อไปดูบั้งไฟพญานาคซึ่งเราจะเห็นเป็นประจำทุกปีโดยจะเกิดขึ้นที่บริเวณริมแม่น้ำโขงหลายคนเคยพยายามลองพิสูจน์แล้วว่าแท้ที่จริงแล้ว

ลูกไฟที่เรามองเห็นว่าถูกพ่นออกมาจากน้ำขึ้นไปบนฟ้านั้นเป็นฝีมือของมนุษย์หรือไม่แต่ไม่เคยมีใครสามารถพิสูจน์ได้เลยว่าเป็นการกระทำของมนุษย์โดยเราจะเห็นบั้งไฟพญานาคหรือลูกไฟพญานาคนั้นเกิดขึ้นทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 โดยจะเกิดขึ้นทุกปีและจะมีรูปไฟเป็นจำนวนมากในแต่ละปีนิทานชาวบ้านในเขตจังหวัดหนองคายนั้น

ต่างก็เชื่อกันว่าลูกไฟที่ขึ้นมาจากน้ำนั้นเป็นการที่พญานาคนั้นพ่นรูปไฟขึ้นมาเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโดยมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องของลูกไฟพญานาคหรือบั้งไฟพญานาคนี้ว่าในสมัยโบราณนั้นที่บริเวณแม่น้ำโขงนั้นมีสัตว์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าพญานาคซึ่งแต่เดิมนั้นพญานาคมีนิสัยดุร้ายแต่เมื่อพระพุทธเจ้านั้นรู้เรื่องราวของพญานาคจึงได้เดินทางมาโปรดสัตว์ด้วยการสั่งสอนพระธรรมเทศนาทำให้พญานาคนั้นเข้าใจในรสพระธรรมและต้องการที่จะออกบวชเป็นพระสงฆ์เหมือนกับพระพุทธเจ้าแต่อย่างไรก็ตามพญานาคนั้นไม่สามารถที่จะบวชได้

เนื่องจากว่าพญานาคนั้นแท้ที่จริงก็คือสัตว์ชนิดหนึ่งดังนั้นตามกฎของการบวชเป็นพระสงฆ์แล้วอาจจะไม่สามารถบวชได้พระพุทธเจ้าจึงได้ทำได้เพียงแค่บวชให้เป็นนาคได้เพียงเท่านั้นซึ่งพระญานาคเองก็ได้แสดงตนเป็นพุทธมามกะโดยจะคอยเฝ้าติดตาม ปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธเจ้าได้มีการสั่งสอนซึ่งในทุกๆปีนั้นพระพุทธเจ้ามีกิจที่จะต้องขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อที่จะไปเทศนาพระธรรมให้กับพระมารดาที่อยู่บนสรวงสวรรค์ได้ฟังโดยทุกครั้งที่ขึ้นไปนั้นก็จะขึ้นไปเป็นระยะเวลานาน

และเมื่อพระพุทธเจ้าต้องเสด็จลงมาที่โลกมนุษย์เราเทวดาทั้งหลายก็จะมีการสร้างบันไดซึ่งเป็นบันไดแก้วบันไดเงินแล้วก็บันไดทองเพื่อให้พระพุทธเจ้านั้นเดินลงมายังโลกมนุษย์ได้โดยทุกปีที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จกลับลงมาที่โลกมนุษย์นั้นก็จะตรงกับวันออกพรรษาซึ่งจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11

ซึ่งวันดังกล่าวนั้นประชาชนที่เป็นคนในโลกมนุษย์จะพากันทำบุญตักบาตร ส่วนทางด้านพญานาคนั้นก็จะมาพ่นไฟที่ริมแม่น้ำโขง เพื่อเป็นการแสดงความยินดีที่พระพุทธเจ้านั้นได้เสด็จลงมาจากสวรรค์แล้วนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  sexybaccarat

ประวัติของ เจ เค โรว์ลิ่ง

        หากพูดถึงประวัติของ JK rowling แล้วก็เชื่อว่าหลายคนนั้นย่อมรู้จักเธอเป็นอย่างดีในนามของนักเขียนที่แต่งนวนิยายเรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์ที่เป็นนวนิยายที่โด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งซึ่งนวนิยายเรื่องนี้นอกจากจะมีการโด่งดังมากแล้วยังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้ผู้ชมนั้นได้ดูกันอีกด้วยและเธอนั้นก็สร้างชื่อเสียงและมีเงินทองมากมายจากการที่เธอได้แต่งนวนิยายเรื่องนี้นั่นเอง

สำหรับภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อมดน้อยที่ได้ใช้ชีวิตต่อสู้อยู่ในวงการเวทมนตร์จนในที่สุดเขานั้นก็สามารถต่อสู้กับพ่อมดที่มีความเร็วรายได้สำเร็จสำหรับเรื่องราวของ JK rowling นั้นชีวิตของเธอนั้นไม่ได้ดูด้วยกลีบกุหลาบเพราะในสมัยที่เธอยังเป็นเด็กนั้นเธอเป็นคนที่ชอบจินตนาการและชอบแต่งนิยายโดยเธอมักจะแต่งนิทานให้กับน้องสาวของเธอได้ฟังจนเมื่อเธอเติบโตขึ้นเธอได้ไปสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแต่เธอก็ถูกปฏิเสธในการที่จะอนุญาตให้เข้าเรียนหลังจากนั้นในช่วงชีวิตความยากลำบากของเธอก็เกิดขึ้นเมื่อเธออายุ 25 ปี

แม่ของเธอก็ได้เสียชีวิตลงหลังจากนั้นเธอก็ได้มีคนรักและเธอก็ได้มีการตั้งครรภ์ขึ้นมาแต่อย่างไรก็ตามเพียงไม่นานเธอก็มีการแท้งลูกซึ่งหลังจากนั้น 1 ปีเธอก็ได้พบรักกับชายอีกคนหนึ่งและเธอก็ได้แต่งงานและมีลูกกับเขาแน่นอนความรักในครั้งนี้ของเธอนั้นทำให้เธอได้ลูกสาวตัวน้อยมาคนหนึ่งแต่ข่าวร้ายก็ตามมาหลังจากนั้นไม่นานเมื่อสามีของเธอนั้นขอหย่าขาดจากเธอ

ซึ่งเธอต้องการมาเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในทันทีและแน่นอนว่าจากการที่เธอต้องดูแลลูกคนเดียวและไม่มีงานทำนั่นเองทำให้เธอกลายเป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรงเธอมีเงินในการเลี้ยงชีพตนเองกับรูปด้วยการใช้เงินสวัสดิการทางสังคมของรัฐ เธอเคยคิดที่จะพ่ายแพ้ให้กับโชคชะตาชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายแต่ในที่สุดเธอก็สามารถกลับมาคิดได้และเธอได้นำความเครียดทั้งหมดที่เธอมีอยู่ไปใส่ลงในหนังสือของเธอเลยเธอมีการเขียนนวนิยายขึ้นมาเกี่ยวกับพ่อมดน้อยที่ต้องต่อสู้กับชีวิตเมื่อเธอยื่นหนังสือไปให้สำนักพิมพ์ได้ตีพิมพ์หนังสือของเธอ

ทุกสำนักพิมพ์ต่างก็พากันปฏิเสธโดยบอกว่าหนังสือของเธอนั้นไม่สามารถที่จะขายได้แต่อย่างไรก็ตามได้มีสำนักพิมพ์หนึ่งยอมตอบรับที่จะพิมพ์งานให้กับเธอ และเหตุผลที่สำนักพิมพ์นั้นตอบรับที่จะทำหนังสือให้เธอเพราะว่าลูกชายของเจ้าของสำนักพิมพ์ได้มีการอ่านต้นฉบับและเด็กชายคนนั้นตั้งหน้าตั้งตาอ่านจนจบเลยบอกว่าเป็นหนังสือที่ดี

แน่นอนว่าเมื่อเด็กน้อยกว่า 1 เก่าอ่านจบเล่ม 4 เล่มที่ 1 เขาก็ขอเล่นที่ 2 เล่มที่ 3 ตามมาเรื่อยๆ และในที่สุดชีวิตของเธอก็ประสบความสำเร็จหนังสือที่เธอแต่งนั้นปัจจุบันมีการพิมพ์ขายไปแล้วมากกว่า 500 ล้านเล่มทั่วโลกและยังเป็นที่โด่งดังตั้งแต่นั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังสามารถที่จะขายหนังสือของพ่อมดน้อยแฮร์รี่พอตเตอร์ได้ 

 

 

สนับสนุนโดย  gclub

ตํานานผีสะพานพระราม 7

 เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 9 ปีก่อนฉันกับเพื่อนอยู่ต่างจังหวัดและเข้ามาหาโรงเรียนในกรุงเทพฯและที่นี่เป็นที่ที่เพื่อนผู้ชายของเราจะมาหาเราเกือบทุกวัน ผู้ชายนั้นมีอยู่ 2 คน เพื่อนผู้หญิงมีอยู่ 4 คนฉันกับเพื่อนๆตัดสินใจว่าจะไปตกปลากันที่สะพานพระราม 7 ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 2ทุ่ม พอฉันไปรับเพื่อนๆเสร็จแล้วหันมาดูนาฬิกาอีกทีก็ปาไป 4 ทุ่มกว่าแล้วฉันกับเพื่อนที่ขับรถไปที่สะพานพระราม 7  แล้ว

มีคนเล่าขานกันมาว่าแถวนี้มีโจรเต็มไปหมดถ้าโดนขโมยของแน่นอนว่ามันต้องกลับมาอีก เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าระหว่างที่ทำฉันตกปลาฉันไม่ได้สักตัวแต่เพื่อนของฉันได้เต็มเลย เล่นกันไปเล่นกันมาจนถึง ตี2 ฉันกับเพื่อนๆกำลังจะกลับหอนอนฉันลอดสะพานมาได้แป๊บเดียว ฉันและเพื่อนๆก็ได้ยินเสียงหมาเห่าหอนการไปมาเพื่อนของฉันคนหนึ่งเป็นคนที่กลัวผีมากแกขาสั้นและถามฉันว่าทำยังไงดีหมามันหอนต้องเกิดเรื่องไม่ดีแน่ๆ ฉันจึงรีบบอกเพื่อนฉันว่า “ดูพูดเข้าอัปมงคลนะ”เพื่อนของฉันจึงเลิกพูด และหมาเห่าหอนเสียงดังอีก

ฉันและเพื่อนๆวิ่งกันจนไปถึงหน้าวัดตรงกันข้ามเป็นโรงเรียนที่ปิดมานานแล้วจนถึง 15 ปีไม่ก็ไม่เปิดสักที ตอนนั้นมันมืดมากและไฟข้างทางก็ดับ แล้วเพื่อนผู้หญิงของฉันคนนึงก็ถามว่า “นี้แกเห็นผู้ชายคนนั่นไมทำไมถึงสูงจัง”ฉันก็ตอบไปว่า “ก็ไม่ได้สูงมากเท่าไรแค่ประมาณ เท่าฉัน” แล้วเพื่อนผู้หญิงเป็นคนเดียวที่ถามคำถามฉัน

ก็ไปถามเพื่อนอีกสองคนที่เป็นผู้หญิงว่า “เห็นผู้ชายตรงนั่นไม” “ตรงไหนหรอหรือเป็นคนที่นั่งตรงมานั่ง” “เปล่าคนที่ยืนอยู่ใกล้ต้นกล้วยนั่นไง” “ไหนอ่ะทำไมฉันไม่เห็น”เพื่อนผู้หญิง 2 คนบอก เดินต่อไปประมาณ 20   ก้าวพอไปถึงเสียงพูดของพวกเราก็หยุดลง เพื่อน 2 คนของฉันพูดว่า “เห็นแล้วไม่ต้องบอกแล้วยิ่งจะทำให้กลัวเข้าไปใหญ่ ฉันพูดออกมาดังๆว่า “นั่นไม่ใช่คนแน่ๆ” หลังจากที่ฉันพูดเสร็จชายคนนั้นก็เดินไปที่ต้นไม้ต้นใหญ่ต้นใหญ่ต้นหนึ่งมีป้ายที่ใหญ่มากๆบังอยู่หลังจากนั้นเขาก็หายวับไปกับตา

ทันทีเพื่อนๆตกใจมากและฉันก็กลัวมากๆด้วย และฉันก็เหลือบไปเห็น ว่า ชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งคนเดียวฉันเดินเข้าไปใกล้ๆและรู้ว่าชายชราคนนั้นเมาและหลับไปไม่ได้เสียชีวิตอย่างที่เพื่อนของฉันคิด  ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรฉันเดินไปที่ต้นไม้ที่ชายคนนั้นหายไปฉันเดินไปเดินมาอยู่หลายรอบแต่ก็ไม่พบเจออะไรแต่พอกินได้สัก 5 รอบฉันกับเพื่อนๆของฉันก็เห็นว่ามีชายผู้หนึ่งสูง มากๆ  กำลังเล่นไวโอลิน อยู่ตรงสะพานพระราม 7 คนเดียวฉันเดินเข้าไปใกล้ๆแต่เพื่อนของฉันก็ดึงฉันกลับมาแล้วพูดว่า “คนอะไรถึงมาเล่นไวโอลีนดึกดื่นป่านนี้แถมยังมาคนเดียวด้วย”

ฉันก็สงสัยและเริ่มกลัวขึ้นมาเหมือนกันฉันรีบวิ่งกลับไปที่บ้านฉันนอนกอด สร้อยพระของฉันจนวันต่อมาฉันได้เล่าเรื่องนี้ให้กับแม่ฟัง ว่า “แม่เมื่อคืนน่ะหนูเจอเรื่องประหลาดประหลาดจะเล่าให้แม่ฟังแต่แม่ต้องช่วยหนูนะ”ฉันเริ่มเล่าให้แม่ฟังฉันเล่าไปเรื่อยๆจนจบแม่ของฉันแนะนำว่าให้สวดแผ่เมตตาให้เขาแล้วบอกว่าอย่าได้หลอกกันอีกเลยพอฉันทำตามที่แม่บอกก็ไม่มีเรื่องนี้ เกิดขึ้นกัน

 

 

สนับสนุนโดย  ufabet

เพลงสากลกับเพลงไทยต่างกันอย่างไร

เพลงเป็นสิ่งที่สามารถทำให้จิตใจผ่อนคลายและช่วยลดความเครียดได้และไม่ว่าจะเป็นการฟัง้ะลงประเภทใดหรือภาษาใดก็สามารถช่วยบรรเทาความเครียดและช่วยให้ผ่อนคลายได้ทั้งสิ้น แต่การฟังเพลงที่ชอบนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดโดยส่วนใหญ่คนเรานั้นก็จะนิยมฟังเพลงสากลเพราะพลงสากลเป็นเพลงที่มีความไพเราะและเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกด้วย

ดังนั้นแล้วความแตกต่างระหว่างเพลงไทยกับเพลงสากลจึงเป็นสิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ได้จะบอกว่าเพลงไทยไม่เพราะนะ เพราะเพลงว่าจะเพลของภาษาหรือชาติไหนก็มีความเพราะและเอกลักษณืในแต่ละภาษานั้นๆ แต่อาจจะมีความแตกต่างในบางเรื่องที่ทำให้คนฟังนั้ฟังเพลงสากลมากกว่าภาษาอื่นๆนั่นเอง

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเพลงไทยและเพลงสากลมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดก็คือในเรื่องของภาษานั่นเอง ซึ่งสิ่งที่ทำให้เพลงสากลได้รับความนิยมมากกว่าก็เนื่องจากภาษาที่ใช้ในการร้องนั้นเป็นภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสากลเป็นภาษาที่ทุกคนสามารถและจำเป็นที่จะต้องพูดหรือร้องได้นั่นเอง

ทำให้คนส่วนใหญ่นั้นฟังเพลงสากลมากกว่าที่จะฟังเพลงไทยเพราะเพลงสากลสามารถแปลออกได้ว่าเนื้อเพลนั้นมีความหมายอย่างไร แต่เพลงไทยคนฟังที่ไม่ใช่คนไทยก็อาจจะไม่สามารถแปลออกทำมห้ไม่รู้ความหมายของเพลงจงไม่เกิดความจูงใจในการฟังเพลงไทยนั่นเอง

นอกจากเรื่องภาษาแล้วก็เป็นเรื่องของเทคโนโลยีทางด้านดนตรีของเพลงสากล โดยวงการเพลงสากลนั้นเป็นวงการเพลงที่มีความใหญ่มาก และการทำเพลงในแต่ละครั้งเป็นการทุ่มทุ่นในการสร้างสรรค์เพลงให้ออกมาดีที่สุดและไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการทำเพลงก็ต้องเป็นเทคโนโลยที่จะสามารถทำให้เพลงนั้นมีความแปลกใหม่และแตกต่างจากเพงเดิมๆที่ผ่านมา

จึงเป็นสิ่งที่เพลงไทยนั้นยังไม่สามารถไปเทียบกับเพลงสากลได้ด้วยถงแม้วงการเพลงไทยจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยกลุ่มคนที่ไม่ใช่คนไทยแล้วฟังเพลงไทยนั้นมีจำนวนที่น้อย ทำให้ศิลปินไทยที่ได้โกอินเตอร์ก็นิยมที่จะร้องเพลงของตัวเองเป็นภาษาสากลเพื่อสามารถโกอินเตอร์ได้นั่นเอง

แต่ไม่ว่าจะเป็นเพลงไทยหรือเพลงสากลและถึงแม้จะมีความแตกต่างที่ต่างกัน ทั้งเรื่องภาษา เทคโนโลยีในการทำเพลง จำนวนผู้ฟังเพลงหรืออื่นๆอีกมากมาย แต่เพลงนั้นก็ยังคงเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เราผ่อนคลายได้เสมอ ดังนั้นแล้วเราเป็นคนไทยเราอาจจะมีความชอบในเพลงสากลและมีการฟังเพลงสากลยู่บ่อยๆ แต่ก็อย่าลืมว่าเพลงไทยนั้นก็เป็นเพลงที่น่าฟังและควรให้การสนับสนุนให้วงการเพลงไทยนั้นเจริญเติบโตยิ่งขึ้นไปด้วย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  คาสิโนฝากขั้นต่ำ 20 บาท

ข้อดีของการที่เราฟังเพลง

เมื่อเราพูดถึงเรื่องดนตรีหรือว่าการที่เราฟังเพลงนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราอารมณ์ดีเพราะว่าการฟังเพลงนั้นเอง  ไม่ว่าเพลงหรือดนตรีที่เราฟังเป็นเพลงที่เศร้าหรือว่าสนุก  หรือจะเป็นเพลงรักหรือว่าดนตรีรัก  ซึ่งการที่เราเพลงก็ขึ้นอยู่กับความชอบขงแต่ละบุคล เพราะว่าเพลงทำให้เราได้ถ่ายทอดอารมณ์และเพลงหรือว่าดนตรีนั้นยังสามารถที่จะช่วยในเรื่องของการที่เราเบี่ยงเบนความสนใจได้อีกด้วยซึ่งวันนี้เรานั้นจะมายกตัวอย่างในการที่เราฟังเพลงมาให้ฟังกันว่าประโยชน์ของการฟังเพลงนั้นมีอะไรบ้าง 

  1. ดนตรีรักษาโรค การที่เราใช้ดนตรีในการรักษาโรคในวงการแพทย์นั้นรู้เรื่องอยู่แล้วว่าการที่เราเอาเพลงหรือว่าการที่เอาดนตรีมาบำบัดในการรักษา  โดยมีเรื่องการที่เราฟัง  เพื่อที่จะลดความวิตกกังวลลงได้และยังช่วยในเรื่องของการที่ช่วยในเรื่องของการพัฒนาเด็กอีกด้วยให้เด็กนั้นมีความจำและช่วยในเรื่องบำบัดผู้ที่ป่วยเป็นเรื่องซึมเศร้า  รวมไปถึงการที่ช่วยในเรื่องของผู้ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์อีกด้วยยังรวมไปถึงการที่เราผ่าตัดนั้นอีกด้วยที่ช่วยในเรื่องของการที่เราช่วยให้ผู้ที่ป่วยในระหว่างที่จะผ่าตัดรู้สึกว่าผ่อนคลายอีกด้วยหรือว่ามีความเจ็บปวดนั้นน้อยลงอีกด้วย 
  2. ช่วยคลายเครียดและทำให้อารมณ์ดี  ดนตรีเป็นเหมือนมีพลังงานบางอย่างที่ช่วยให้รู้สึกว่าการที่เราฟังเพลงนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เรานั้นมีจิตใจที่ดี  และช่วยในเรื่องของการที่เราคลายความเครียดได้อีกด้วยเมื่อเราฟังเพลงหรือว่าดนตรีจะช่วยลดความกดดัน และคลื่นสมองและอัตราในการเต้นของหัวใจเราได้ดีขึ้นช่วยให้เรารู้สึกว่าร่างกายมีความผ่อนคลายส่งผลให้เรามีอารมณ์ที่ดีและการที่ทำให้เรานั้นมีสุขภาพที่ดีนั้นยังจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีอีกด้วย 
  3. การเล่นเครื่องดนตรีช่วยในเรื่องของความจำ  มีผลวิจัยว่าการที่เราเล่นดนตรีเป็นนั้นเป็นคนที่สามารถที่จะช่วยให้ในารที่เราทำงานของสมองนั้นมีความจำที่ดีและคนที่เล่นดนตรีนั้นยังช่วยในเรื่องของความจำเป็นอย่างดีอีกด้วยเพราะว่าคนที่เล่นดนตรีนั้นสามารถที่จะรับรู้ว่าการที่เราเล่นดนตรีนั้นเล่นตัวโน๊ตอะไรและคนที่เล่นเครื่องดนตรีเท่านั้นที่จะรู้ว่าเล่นอะไรเพราะว่าเขานั้นมีประสาทที่ดีในการฟังเสียงนั่นเองการที่เล่นดนตรีก็เหมือนกับการที่เอาออกกำลังกายนั่นเองเพราะว่าการที่เราออกกำลังกายนั้นเราก็จะได้เรื่องสุขภาพที่ดีดนตรีนั้นก็เหมือนกันการที่เราเล่นดนตรีเป็นก็เปรียบว่าเราได้สุขภาพที่ดีเหมือนกัน 

 

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าขั้นต่ำ5บาท

ตำนานสุนักจิ้งจอกคิตสึเนะ

ปีศาจจิ้งจอกหรือตำนานสุนัขจิ้งจอก 9 หางเป็นปีศาจและเป็นเรื่องเล่าจากประเทศญี่ปุ่นวิชาการว่าจิ้งจอกนั้นถ้าเกิดว่ามันมีอายุเกิน 100 ปีขึ้นไปจะทำให้จิ้งจอกมีหางมากถึง 9 หางขึ้นไปและเมื่อมีหางถึง 9 หางมันก็จะมีพลังมากความสามารถแปลงร่างกายเป็นอะไรก็ได้ ในตอนแรกอย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่าจิ้งจอก จะมีเพียง 1 ครั้งซึ่งส่วนใหญ่จะมีขนเป็นสีน้ำตาลทุกๆ 100 ปีหางของจิ้งจอกจะมีเพิ่มขึ้นทีละ 5 ครั้ง

เมื่อมันมีหางถึง 9 หางขนของมันจากที่เคยเป็นสีน้ำตาลก็จะกลายเป็นคนที่มีสีขาวดุจหิมะ ทีก็เป็นทองส่องแสงระยิบระยับ ถ้าเกิดว่าสุนัขจิ้งจอกมีหางถึง 9 หางแล้วมันจะสามารถที่จะอ่านใจมนุษย์ได้ว่ามนุษย์คิดอย่างไรอยู่และ

ต้องการอะไรกันแน่ เวลาที่เราจิ้งจอกเก้าหางกลายร่างเป็นมนุษย์มันก็จะยืน 2 ขาพูดและมีลักษณะเหมือนคนจริงๆเลยที่แปลว่าแทบจะไม่สามารถพี่จะจับได้ว่าคนที่มาคุยด้วยอยู่นั้นเป็นจิ้งจอกเก้าหางหรือเป็นคนธรรมดากันแน่ ซึ่งถ้าพูดถึงเวลาที่จิ้งจอกเก้าหางแปลงร่างเป็นมนุษย์เวลามันแปลงร่างเป็นหญิงสาวก็จะเป็นสาวที่หน้าตาสวยคิ้วคมตาเรียวยาวเหมือนกับสุนัขจิ้งจอกซึ่งเรียกได้ว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของหนุ่มมนุษย์ทั้งหลายแต่ถ้าเกิดว่าจิ้งจอกตัวไหนแปลงร่างเป็นผู้ชายก็จะเป็นขวัญใจของสาวๆทั้งหลายเรื่องจากทุกครั้งที่มันแต่งกายมันจะหน้าตาสวยเพิ่มขึ้นทุกๆครั้ง

ซึ่งถ้าเกิดว่ามีจิ้งจอกตัวไหนถูกจับได้จากมนุษย์ว่าตัวเองเป็นปีศาจจิ้งจอกปีศาจจิ้งจอกตัวนั้นจะถูกขับไล่ออกจากฝูงจะถูกเนรเทศออกจากป่าและมันจะไม่สามารถที่จะกลับเข้าตระกูลจิ้งจอกเก้าหางได้อีกตลอดไป ซึ่งถ้าถามถึงจิ้งจอกเก้าหางที่ส่วนใหญ่จะแปลงร่างนั้นจะเป็นในร่างของผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยส่วนใหญ่จะพบในตอนกลางคืนซึ่งจะเดินอยู่ในป่าเพียงคนเดียว ซึ่งเคยมีเรื่องเล่าว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งเขาได้เดินเข้าไปในป่าและพบกับสุนัขจิ้งจอกซึ่งแปลงร่างเป็นหญิงสาวผู้งดงามเขาได้ตกหลุมรักจริงคนนั้นและถามเธอว่าทำไมถึงเข้ามาในป่าเป็นคนเดียวเส้นทางก็ไม่ตอบและหันหลังให้หลังจากนั้น

เขาจึงขอร้องให้เธอหันไปหาเขาและเมื่อเขาเห็นเธอก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกมนต์สะกดเนื่องจากใบหน้าของเธองดงามตระการตาและกระทั่งเสียงของเธอก็ยังเพราะหลังจากนั้นเขาจะถามอีกครั้งว่าทำไมมาอยู่ในป่าเพียงคนเดียวเธอจึงตอบว่าเธอต้องการที่จะกินของร้านนั้นร้านนี้ซึ่งชายคนใดพาไปสุดท้ายส่วนใหญ่เหล่าจิ้งจอกก็จะถูกจับได้โดยเฉพาะในเวลาเมามันจะเผลอปล่อยหางหรือปล่อยหูออกมาจนทุกคน

ก็จับได้ว่าที่แท้เป็นจิ้งจอกปลอมตัวมาแต่ถ้าพูดถึงตำนานความรักของจิ้งจอกที่สมหวังกับชายมนุษย์ก็มีอยู่จริงเพียงแต่มีไม่มากนักซึ่งจะมีเพียงแค่ครั้งเดียวและได้กลายเป็นตำนานญี่ปุ่นเกี่ยวกับความรักของสุนัขจิ้งจอกเก้าหางและชายหนุ่ม ที่ยึดมั่นและรักในใจเดียว 

 

 

ขอขอบคุณ  Gclub ผ่านเว็บ  ที่ให้การสนับสนุน

ตำนานผียายจันทร์

 

ตำนานผียายจันทร์เป็นเรื่องเล่าขานกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของชาวจังหวัดนครสวรรค์ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จังนครสวรรค์นั้นในสมัยก่อนจะเป็นหมู่บ้านทุระกันดารมาก ไม่มีไฟฟ้ามีผู้คนอาศัยอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน ชาวบ้านในละแวกนั้นมีอาชีพหาปลาขาย บางคนก็ทำอาชีพขายไก่ แต่ก็มีบ้านอยู่หลังหนึ่งปลูกบ้านใหญ่โตพื้นที่กว้างขว้าง ตั้งเด่นสง่าอยู่บริเวณหน้าปากซอย และได้ปลูกผลไม้ไว้เต็มบ้าน เจ้าของบ้านเป็นแค่ยายแก่คนหนึ่ง ก็คือยายจันทร์ ซี่งยายจันทร์จะอยู่คนเดียวไม่มีลูกมีหลาน ตอนเช้ายายจันทร์จะตื่นขึ้นมารดน้ำทำสวนดูแลผลไม้ว่าผลไม้ของแกนั้นหายมากน้อยเพียงไหนและวันๆหนึ่งยายจันทร์จะนั่งอยู่บนบ้านและนั่งมองสวนผลไม้ของตัวเอง

ตั้งแต่แกเสร็จงานจนถึงเวลาแกเข้านอน ชาวบ้านแถวนั้นจะเห็นแกนั่งเฝ้าของแกแบบนี้ทุกวันในช่วงเวลาที่แกเข้านอนนั้นก็มีชาวบ้านได้แอบปีนมาเก็บผลไม้ของแกทุกวัน ยายจันทร์ก็รู้ว่าผลไม้แกโดนขโมยทุกวัน แกก็ปล่อยให้พวกนั้นขโมยไป

จุดจบยายจันทร์

จนมาถึงวันที่ยายจันทร์ได้ตายลง ซึ่งแกไม่มีลูกหลานมาทำศพให้ก็มีพนักงานมาเก็บศพของยายจันทร์ และได้เล่าว่ายายจันทร์แกนอนตายบนกองเลือดข้างๆศพแกเขียนข้อความไว้ว่า สมบัติของกูห้ามใครแตะต้อง ลูกหลานห้ามมองมือไม้ห้ามจับ แม้ตอนกูตายเป็นผีกูก็จะมาเฝ้าสมบัติกู ไอ้อีตนใดห้ามมายุ้ง กูจะตามฆ่าหลอกหลอนทั้งโคตร เมื่อตอนยายจันทร์มีชีวิตอยู่นั้นไม่มีลูกหลานมาเยี่ยมยายจันทร์เลยนอกจากแกป่วยใกล้จะตายถึงจะเห็นหน้า และสมบัติของยายจันทร์นั้นจึงไม่ได้ยกให้ใครนอกจากแกเขียนข้อความไว้บนกระดาษเก่าใบหนึ่งว่า กูยายจันทร์เป็นเจ้าของที่ดิน มีลูกหลานเป็นสิบแต่ไม่เคยมาให้กูเห็นหน้าเมื่อกูตายไปสมบัติของกู กูจะดูแลเอง

ความเฮี้ยนของยายจันทร์

เมื่อยายจันทร์ได้เสียชีวิตไปแล้ว บ้านของแกได้ถูกปิดตายไว้สร้างความหวาดกลัวให้แกชาวบ้านแถวนั้น บางคนไปทำงานกลับบ้านมาตอนมืดและมองเข้าไปในบ้านของยายจันทร์จะเห็นยายจันทร์นั่งที่ต้นมะม่วงและชี้หน้าด่าว่าจะมาขโมยของแกใช่ไหม จนชาวบ้านแถวนั้นไม่กล้าเดินผ่านบ้านแก เวลาผ่านจะต้องวิ่งหรือเดินไวๆ จนมาถึงรุ่นที่มีรถรับจ้างเป็นซาเล้งคนขับซาเล้งเห็นบ้านยายจันทร์มีผลไม้มากมายจึงคิดที่จะเข้าไปขโมยหลังจากไปส่งคนงานที่อยู่เลยบ้านยายจันทร์ไปหน่อยขากลับจึงได้แวะ และปีนจะเข้าไปเก็บมะม่วงของยายจันทร์พอข้ามกำแพงไปได้ก็เจอยายจันทร์นั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วงแล้วร้องกรี๊ด

คนขับรถซาเล้งตกใจปีนกำแพงออกมาแต่หูของแกก็ได้ยินแต่เสียงร้องของยายจันทร์ และชาวบ้านได้ไปร้องเรียนผู้ใหญ่บ้านให้รื้อบ้านยายจันทร์ทิ้ง ซึ่งผู้ใหญ่ก็อยากได้ที่ของยายจันทร์อยู่แล้ว ก็คิดว่าการที่มีชาวบ้านมาร้องขอแบบนี้แกก็จะได้ทำการยึดบ้านยายจันทร์ไว้เอง และอยู่ผู้ใหญ่บ้านก็หายตัวไป ชาวบ้านช่วยกันตามหานานถึงสามอาทิตย์มาเจอศพผู้ใหญ่แขวนคอตายอยู่ตรงรั้วบ้านยายจันทร์

เรื่องความเฮี้ยนของยายจันทร์มีการเล่ากันต่อมาของคนในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ เพราะเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์

ผ้าเช็ดกระจกเลนส์ ของจำเป็นในกระเป๋ากล้อง

นี่คือสุดยอดอุปกรณ์เสริมที่เหล่านักเล่นกล้องต้องพกทุกคนเป็นอันดับต้นๆเลยล่ะ เห็นเป็นแค่ผ้าเช็ดแบบนี้นะ เป็นผ้าที่เรื่องมากใช้ได้เลยล่ะ เพราะคุณสมบัติของมันต้องเหมาะกับกระจกเลนส์ด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นเพียงผ้าอะไรก็ได้ที่สะอาดๆหรอกนะ ก่อนที่จะลงลึก เรามาพูดถึงผ้านี้ก่อนดีกว่าว่าทำไมถึงสำคัญนัก รู้ใช่ไหมว่าหน้าเลนส์เรานั้นเปรียบเสมือนตาของกล้อง

การที่มีอะไรมาติดหรือมีคราบสกปรกมาติดอยู่ที่หน้าเลนส์แล้วละก็ เหมือนกับว่ามีขี้ตามาติดอยู่ลูกกะตาเรานั้นเอง แล้วเกิดอะไรขึ้นอีกละ ก็เกิดการมองภาพได้ไม่ชัดยังไงล่ะ แล้วยิ่งกว่านั้น มันขนาดใหญ่กว่าขนาดไหนล่ะ ใหญ่กว่าตาเรามากมายเลยล่ะ เพราะฉะนั้นแล้ว มันมีฝุ่นหรือระอองน้ำ แม้แต่คราบบนมือเราไปโดนได้อย่างง่ายดาย

ต้องบอกเลยนะว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีทางที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้เลย เพราะยังไงฝุ่นก็ต้องมาเกาะอย่างช่วยไม่ได้ และนี่แหละคือเหตุผลว่าผ้านั้นสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกระเป๋ากล้องทุกคน นี่พูดถึงแค่เรื่องหน้าเลนส์นะ ถ้าเป็นตากล้องสายเปลี่ยนเลนส์บ่อยๆแล้วละก็ ยิ่งกว่าเสียอีกเพราะว่าการเปลี่ยนเลนส์เป็นอะไรที่เพิ่มความเสี่ยงในการไปโดนทั้งหน้าเลนส์และท้ายเลนส์ที่ปกติแล้วอยู่ข้างในเพิ่มขึ้นมากเลย แล้วที่โหดร้ายกว่านั้นก็คือ เซนเซอร์ยังไงล่ะ ที่มีสิทธิ์โดนฝุ่นเข้าไป แล้วส่งผลกับภาพโดยตรงไม่มากก็น้อย

การเลือกผ้านั้น ผมแนะนำว่าเป็นแบบผ้านาโน ยิ่งนิ่มยิ่งละเอียดเท่าไหร่ยิ่งดีเลย แล้วต้องมีคุณสมบัติที่ซับน้ำได้ดีพอสมควรด้วยนะ ไม่ใช่นั้นถ้าเราใช้ร่วมกับน้ำยาเช็ดเลนส์แล้ว ผ้าไม่สามารถซับน้ำได้หมด ก็ทำให้เกิดเป็นคราบอยู่ดี และมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกนิดตรงขอบผ้า ที่ไม่ควรจะใช้แบบที่เป็นตะเข็บ เพราะเสี่ยงที่จะไปโดนหน้าเลนส์แล้วขูดเป็นรอยด้วย

แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพียงแต่พยายามอย่าใช้ตรงตะเข็บในการเช็ดให้โดนเลนส์ อีกอย่างที่ควรคำนึงไว้คือ เราห้ามใช้ผ้าเช็ดเลนส์ร่วมกับผ้าเช็ดบอดี้หรือผ้าเช็ดจอ LCD เพราะว่าจะทำให้คราบสกปรกและคราบน้ำมันจากบอดี้ที่มีเยอะกว่ามาติดที่หน้าเลนส์ ดังนั้นแล้วควรพกเป็นสองผืนแยกกัน ถึงอย่างนั้นก็เถอะพกผืนเดียวก็ได้แต่ไม่ต้องเช็ดบอดี้ สิ่งสุดท้ายนี้สำหรับผ้า ควรจะทำความสะอาดผ้าบ่อยๆ หรือเอาออกมาสะบัดบ่อยๆ พยายามใช้มือที่สะอาดลูบคลำให้ทั่วผืนว่าเศษฝุ่นหรือผ้าส่วนที่แข็งๆไหม เพื่อไม่ให้มาขูดกับตัวกระจกเลนส์ของเรา เป็นไงละยุ่งยากพอไหม

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริงฝากขั้นต่ำ 100

มะเมี๊ยะ

มะเมี๊ยะใครหลายคนอาจไม่รู้ว่า ชื่อนี้ได้เป็นชื่อของบุคลหนึ่งที่ได้มีเรื่องราวและประวัติในด้านความรักที่น่าสงสารและทุกทรมานในเรื่องของความรักที่ต่างชนชั้นกันมาก ของหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งในประเทศพม่า หรือเมียนมาร์ กับเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ล้านนา จึงเกิดเป็นความรักที่ไม่สมหวังของคนทั้งคู่และได้เป็นสัญลักษณ์ ในเรื่องของความรักที่ไม่สมหวังของมะเมี๊ยะนั่นเอง

เรื่องราวความรักของมะเมี๊ยะ

เจ้าน้อย ศุขเกษม เป็นราชโอรสองค์โต ของเจ้าแก้วนวรัฐและแม่เจ้าจามรีมหาเทวี แห่งนครเมืองเชียงใหม่ ได้ถูกส่งไปเรียนยังประเทศพม่าเมื่อมีอายุได้เพียง 15 ปี และได้เรียนอยู่ทีพม่าจนถึงอายุ19 จึงได้เดินออกไปเที่ยวในตลาดและได้เจอกับมะเมี๊ยะหญิงสาว ตอนนั้น มะเมี๊ยะมีอายุเพียง15ปี ได้เป็นแม่ค้าขายบุหรี่อยู่ในตลาดแห่งนั้น และเมื่อได้เจอก็เกิดการักใคร่ชอบพอกัน และได้คบหากันและตกลงใจใช้ชีวิตสามี ภรรยา ร่วมกัน และยังได้สาบานรักกันว่าจะรักกันตลอดไปและจะไม่ทอดทิ้งกัน หากใครทรยศหรือผิดคำสาบาน ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น และทั้งสองได้ทำการสาบานต่อหน้าพระธาตุใจ๋ตะหลั่น

พามะเมี๊ยะกลับนครเชียงใหม่

เมื่อเจ้าน้อย อายุได้20ปีจึงต้องกลับนครเชียงใหม่ และได้พามะเมี๊ยะกลับมาด้วย แต่มาถึงเจ้าน้อยถึงได้รู้ว่าตนเองนั้นได้ถูก พระบิดา พระมารดา หมั่นหมายหญิงอื่นไว้ให้ เจ้าน้อยจึงได้เล่าเรื่องของมะเมี๊ยะให้แก่ พระบิดาและพระมารดาฟัง ซึ่งในสมัยนั้นประเทศพม่าเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ และไม่ถูกกับประเทศสยาม พระบิดาและพระมารดาจึงไม่ชอบละได้ส่งตัวมะเมี๊ยะกลับพม่าทันที และเจ้าน้อยได้บอกแต่บอกว่าจะไปหามะเมี๊ยะที่พม่า 

เจ้าน้อยแต่งงานใหม่

มะเมี๊ยะเผ้ารอเจ้าน้อย ที่ให้สัญญาว่าจะมาหา รอจนนานเข้าเจ้าน้อยก็ไม่มาสักทีมะเมี๊ยเลยตัดใจและได้ครองคนเป็นชี เพราะซื่อสัตว์ในความรักที่มีต่อสามี และอยู่มาวันหนึ่งแม่ชีมะเมี๊ยะได้รู้ข่าวว่าเจ้าน้อยได้แต่งงานใหม่ ตนจึงได้เดินทางไปขอพบเจ้าน้อยเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าน้อยไม่ยอมลงมาหาและได้ให้คนสนิทนำเงินมาให้แม่ชีมะเมี๊ยะ เพื่อเป็นการทำบุญ และพร้อมกับนำแหวนมาให้เพื่อเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยและยังขอให้แม่ชีมะเมี๊ยะเก็บแหวนวงนั้นไว้ด้วย และด้วยความรักที่เจ้าน้อยมีต่อมะเมี๊ยะนั้นนั้นทำให้เจ้าน้อยตรอมใจ กินเหล้าอย่างหนัก และเสียชีวิตลงในที่สุด และแม่ชีมะเมี๊ยะก็ยังบวชอยู่จนถึงอายุ 75ปีจึงสิ้นอายุไข