เกาะผีอาถรรพ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

ซึ่งถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เรื่องราวในอดีตของเกาะแห่งนี้ดูจะค่อนข้างจะน่ากลัวนิดหนึ่งแต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มลงทุนว่าจ้างเรือของชาวบ้านมาลอยคออยู่บริเวณที่เกาะแห่งนี้เพื่อที่จะจับปลาหรือว่าสัตว์ทะเลอยู่บ่อยครั้งมันก็เป็นเพราะว่าเกาะแห่งนี้มันค่อนข้างที่จะเงียบสงบไม่มีผู้คนเข้ามารบกวนนั่นเอง

โดยทำให้ทะเลแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์ทะเลน้อยใหญ่มากมายโดยที่นักท่องเที่ยวเหล่านี้ไม่ได้เกงกลัวต่อสิ่งลี้ลับแต่อย่างใดแต่ก็จะมีกฎข้อห้ามสำคัญอยู่นั่นก็คือจะต้องออกจากเกาะแห่งนี้ก่อนที่ฟ้าจะมืดลงนั่นเอง

สำหรับข้อมูลตรงส่วนนี้ก็คือประวัติความเป็นมากคร่าวๆของเกาะขามน้อยหรือเกาะผีแห่งนี้และเรื่องราวที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้มันก็จะเป้นเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อส่วนบุคคลยังไงก็ต้องใช้วิจารณญาณในการรับชมคือต้องบอกแบบนี้ว่าเรื่องราวของเกาะผีแห่นี้จะค่อนข้างเรื่องลือไปทางด้านความน่ากลัวความสยดสยองอยู่บ้าง

เพราะฉะนั้นแล้วใช่ว่าจะไม่เคยมีใครมานอนพักแรมบนเกาะแห่งนี้เพราะว่ายังมีคนบางกลุ่มที่ชื่นชอบความท้าทายแล้วก็อยากจะเข้ามาท้าพิสูจน์เรื่องราวลี้ลับแห่งนี้

ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็จะว่าจ้างคนให้มาส่งแล้วก็ค้างคืนอยู่บนเกาะแห่งนี้อยู่บ่อยๆตัวอย่างเช่นยูทูปเบอร์ชื่อดังแนวท้าผีพิสูจน์เรื่องลี้ลับที่มีชื่อว่าก็อตดราก้อนนั่นเองเรียกได้ว่าช่องนี้มีเอกลักษณ์ที่โด่งเด่นเรื่องความใจเด็นโดยที่เขานั้นได้เข้ามาค้างอยู่บนเกาะแห่งนี้เพียงลำพัง

นอกจากนี้ในคืนนั้นเองเขาก็ได้พบกับเรื่องลี้ลับต่างๆมากมายไม่ว่าจะมาในรูปแบบของเสียงครวญครางเสียงสวดเสียงกระดิ่งหรือแม้แต่เงาแวปไปแวปมาตามป่าเรียกได้ว่าใครใจไม่แข็งพออาจจะถึงขั้นสติแตกจนเป็นบ้าไปเลยก็ได้

เนื่องจากนี้ยังไม่พอเขาก็ยังได้เดินสำรวจรอบๆเกาะแล้วก็พบกับเศษซากโครงกงระดูกมนุษย์อยู่ใต้ผืนทรายของเกาะแห่งนี้เป็นจำนวนมากจากข้อมูลตรงนี้ก็พอที่จะยืนยันประวัติความเป็นมาของเกาะแห่งนี้ว่าเคยเป็นสุสานที่เคยฝังศพจำนวนมากว่ามันคือเรื่องจริงนั่นเอง

เพราะฉะนั้นแล้วยังเคยมีกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาเกาะแห่งนี้เพื่อท้าทายจนได้พบกับเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้นนั่นก็คือพวกเขาได้ยินเสียงตะโกนออกมาจากป่าว่า “พวกมึงมาทำไม” ก่อนที่พวกเขาจะเห็นร่างกายคนใส่ชุดคุมคลายกับคนมุสลิมปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกเขานั่นเองชาวบ้านท้องถิ่นยังได้ระบุว่าปัจจุบันนี้ก็ยังมีคนได้พบเจอเรื่องประหลาดภายในเกาะแห่งนี้อยู่เรื่อยมา

 

สนับสนุนโดย.    ทดลองเล่นบาคาร่าฟรี se

อารยธรรม บาสเตต (Bastet) ที่มีหน้าเป็นแมว

ทาสแมวเมื่อเราได้พูดถึงแมวแล้วเราเชื่อว่าหลายคนเข้าใจว่าแมวเพิ่งจะมาเป็นสัตว์เลี้ยงให้กับมนุษย์ได้ไม่นานแต่จริงๆแล้วแมวเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์มานานแสนนานมากแล้วอาจจะนานเกือบจะเท่าหมาเลยทีเดียวถามว่าทำไมเพราะว่าในสมัยก่อนตอนที่มนุษย์ได้เกิดการปฏิวัติเกษตรกรรมเริ่มเพาะปลูกอะไรต่างๆมนุษย์ก็จะต้องมียุ้งฉางใช้ไหม

สำหรับเอาไว้เก็บพืชพรรณธัญญาหารอะไรต่างๆและแน่นอนสิ่งที่ตามมาจากการที่เก็บพืชพรรณธีญญาหารไว้รวมกันก็คือยังไม่ใช่แมวและสิ่งนั้นก็คือพวกสัตว์ฟันแทะต่างๆโดยเฉพาะหนูแน่นอนว่าเอาข้าวมากองรวมกันไว้เยอะๆพวกหนูมันก็จะต้องเข้ามาใช่ไหม

ดังนั้นสิ่งหนึ่งก็ตามหนูเข้ามานั่นก็คือพวกแมวป่านั่นเองพวกแมวที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติของหนูก็มีการเข้ามาจีบหนูอะไรต่างๆในยุ้งฉาง

ซึ่งก็ได้ทำให้นักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานว่าคนสมัยโบราณน่าจะเรียนรู้จากสิ่งนี้แหละว่าถ้าเราเลี้ยงแมวป่าไว้แมวป่ามันก็จะมาจับหนูกินเราก็จะไม่มีศัตรูพืชอะไรต่างๆยุ่งฉางของเรามันก็จะปลอดภัยดังนั้นเขาก็เลยคาดกันว่ามนุษย์ก็เลยเริ่มเลี้ยงแมวมาตั้งแต่สมัยนั้นและก็เลี้ยงมาเรื่อยๆแต่ถามว่าวิวัฒนาการของแมวมันพีคช่วงไหนต้องบอกเลยว่ามาพีคในสมัยอียิปต์โบราณ

เพราะว่าในสมัยอียิปต์โบราณได้มีการเลี้ยงแมวกันอย่างกว้างขวางและนอกจากการเลี้ยงแมวแล้วชาวอียิปต์โบราณยังมีการบูชาแมวอีกด้วยถามว่าทำไมต้องบูชาแมวเราจะรู้กันว่าเทพของอียิปต์มีหลากหลายแบบมีทั้งที่น่าตาเป็นมนุษย์แล้วก็ทั้งที่น่าตาเป็นสัตว์ต่างๆ เช่น เทพอนูบิสก็มีหน้าเป็นหมาแต่ว่าในอียิปต์โบราณยังมีเทพอยู่กลุ่มนึงที่หน้าของเขานั้นจะเป็นสิงห์ไม่ว่าจะเป็นเทพที่เป็นผู้ชายหรือว่าเทพีที่เป็นผู้หญิงและในบรรดาเทพที่หน้าเป็นสิงห์ทั้งหมดมีเทพีอยู่องค์หนึ่ง ชื่อว่า บาสเตต (Bastet) แต่เดิมเทพีองค์นี้มีหน้าเป็นสิงห์แต่ว่าหลังจากที่เวลาผ่านพ้นไป

นอกจากนี้ต้องบอกเลยว่าระยะเวลาของอารยธรรมอียิปต์นี่ไม่ได้สั้นเลยและยาวมากเราจะเห็นได้ว่าอารยธรรมอียิปต์นี่อยู่มานานมาก

ดังนั้นในยุคสมัยแรกๆเนี่ยเขาอาจจะเชื่อว่า บาสเตต หน้าตาเป็นสิงห์โต แต่พอมายุคสมัยหลังๆเขาเปลี่ยนเขาเปลี่ยนเขาเชื่อไปว่าบาสเตตมีหน้าตาเป็นแมวและชาวอียิปต์ก็เลยบูชาแมงวกันอย่างกว้างขวางนอกจากเลี้ยงและก็บูชาด้วยถามว่าเขาบูชากันไปถึงไหนต้องบอกว่า บาสเตต นั้นเป็นเทพีองค์ค่อยข้างที่จะสำคัญเพราะว่ามีความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับการดูแลผู้หญิงคลอดลูกอะไรประมาณนี้เรียกได้ว่าเทพีเป็นสามัญประจำบ้านของอียิปต์เลย

 

สนับสนุนโดย.    ufabet

ตำนานหลวงปู่ทวดสมัยยังเป็นทารก  ถูกขนานนามทารกอัศจรรย์

           สำหรับตำนานหลวงปู่ทวดนั้นเป็นตำนานเก่าแก่อายุมากกว่า 400 ปีมาแล้วซึ่งในสมัยนั้นเป็นสมัยของพระมหาธรรมราชาตอนปลาย  ซึ่งยังอยู่ในช่วงของสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นเอง  ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้วแต่ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่ทวดก็ยังคงจำฝังใจเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของหลวงปู่ทวดโดยเฉพาะประวัติเกี่ยวกับทารกมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในช่วง 400 ปีก่อนที่ผ่านมา  ตามตำนานระบุไว้ว่าในช่วงที่หลวงปู่ทวดเกิดนั้นเกิดในช่วงปีพุทธศักราช 2127 โดยเกิดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง  ในตำบลชุมพล   โดยในตอนที่หลวงปู่ทวดเกิดมานั้นหลวงปู่ทวดเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน 

          พ่อกับแม่ต้องเช่าที่นาของชาวบ้านเพื่อปลูกนาหาเลี้ยงชีพของตนเองแต่พ่อกับแม่ของหลวงปู่ทวดนั้นเป็นคนดีอยู่ในศีลในธรรมดังนั้นเมื่อคลอดหลวงปู่ทวดออกมาได้มีการตั้งชื่อหลวงปู่ทวดในช่วงตอนเกิดใหม่ๆว่าเด็กชายปู   ด้วยความที่พ่อกับแม่นั้นมีฐานะยากจนเวลาที่พ่อกับแม่ออกไปทำนานั้นจึงต้องนำหลวงปู่ทวดออกไปเลี้ยงด้วยโดยแม่ของหลวงปู่ทวดจะเอาผ้าขาวม้าผูกทำเป็นเปลแล้วถึงเชือกระหว่างต้นไม้ 2 ต้นให้หลวงปู่ทวดนั้นนอนอยู่ในเปลหลังจากที่ไกวเปลจนหลวงปู่ทวดนอนหลับแล้วพ่อกับแม่ก็จะออกไปทำนาซึ่งอยู่ใกล้ๆกับที่หลวงปู่ทวดนอน

          โดยตอนที่หลวงปู่ทวดยังคงเป็นทารกนั้นหลวงปู่ทวดเป็นเด็กน่ารักไม่ร้องไห้งอแง  มีอยู่วันหนึ่งในขณะที่หลวงปู่ทวดนอนอยู่ในเปลและพ่อกับแม่กำลังทำงานอยู่นั้นปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาให้นมแม่ของหลวงปู่ทวดเดินมาที่เปรย์เพื่อต้องการที่จะเอานมให้กินแม่ของหลวงปู่ทวดมองไปในเปลเห็นงูตัวใหญ่เหลืออยู่บนตัวของหลวงปู่ทวดซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่ทวดยังเป็นทารกแต่ก็ไม่ได้ร้องไห้งอแงแต่อย่างใดด้วยความตกใจแม่ของหลวงปู่ทวดจึงได้วิ่งไปตามสามีและคนอื่นๆให้มาช่วยกันขับไล่งู

          หลังจากที่มีการไล่งูตัวใหญ่นั้นออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแม่ของหลวงปู่ทวดก็มาดูร่างของทารกว่ามีร่องรอยของการถูกงูกัดหรือไม่แต่ไม่ว่าจะพลิกซ้ายพลิกขวาก็ไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยของการถูกงูกัดตายอย่างไรที่สำคัญในระหว่างที่งูอยู่ในนั้นหลวงปู่ทวดไม่ร้องไห้นอนหลับสบายปกติแต่ที่น่าอัศจรรย์ใจเกิดขึ้นก็คือบริเวณในเปลของหลวงปู่ทวดนั้นมีลูกแก้วดวงหนึ่งซึ่งส่องแสงแวววาว และนับตั้งแต่ครอบครัวของหลวงปู่ทวดได้ลูกแก้วนั้นมาพ่อแม่ของหลวงปู่ทวดทำอะไรก็มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองจนทำให้ครอบครัวนั้นร่ำรวยขึ้นตามลำดับนั้นเอง

        และนี่เป็นเรื่องราวในสมัยแรกเกิดของหลวงปู่ทวดที่มีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นจนได้ฉายาว่าทารกอัศจรรย์นั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย.    เว็บพนันออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 50

ตํานานไอ้ด่างเกยชัยจังหวัดนครสวรรค์

        สำหรับตำนานเกี่ยวกับเรื่องของจระเข้นั้นที่จังหวัดนครสวรรค์ก็มีตำนานของจระเข้ที่มีความโหดเหี่ยมและน่ากลัวเป็นอย่างมากซึ่งชาวบ้านขนานนามจระเข้ตัวนี้ว่าไอ้ด่างเกยชัย ซึ่งตำนานของไอ้ด่างเกยชัยนั้นเกิดขึ้นในสมัยของรัชกาลที่ 5 ว่ากันว่าจระเข้ตัวนี้มีความโหดเหี่ยมและร่างกายตัวใหญ่มากซึ่งมีการร่ำลือกันว่า กรมสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพเดินทางขึ้นมาที่จังหวัดนครสวรรค์เพื่อมาดูจระเข้ตัวดังกล่าวเลยทีเดียว โดยจระเข้ไอ้ด่างนี้มันอาศัยอยู่ใน  แม่น้ำน่าน 

       ตำนานการเล่าขานกันว่าตรงบริเวณที่วัดแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าวัดเกยชัย ซึ่งสถานที่ตั้งของวัดนั้นอยู่ติดกับแม่น้ำโดยแม่น้ำดังกล่าวนั้นเป็นแม่น้ำสองสายมาบรรจบกันนั่นก็คือแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน  ตรงบริเวณนี้ทุกปีในช่วงเวลานั้นจะมีน้ำมาก  อย่างไรก็ตามตรงบริเวณนี้ชาวบ้านมักจะมีการสูญหายอยู่เป็นประจำไม่ว่าจะเป็นคนที่พายเรือผ่านไปผ่านมาตรงจุดนี้หรือแม้แต่คนที่มาเล่นน้ำตรงบริเวณหน้าวัดแห่งนี้ก็มักจะสูญหายโดยไม่ทราบสาเหตุ 

       ในช่วงแรกๆนั้นชาวบ้านไม่รู้ว่าคนที่หายตัวนั้นหายตัวไปที่ไหนแต่หลังๆมาพบว่ามีคนหายตัวมากขึ้นและบางครั้งก็มีเศษซากชิ้นส่วนของมนุษย์ลอยตามน้ำมาทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าถ่ายใต้น้ำบริเวณนี้น่าจะมีตัวอะไรอยู่ใต้น้ำที่คอยกัดกินทุกคนอย่างแน่นอน  ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะได้แค่ตัวดังกล่าวนั้นมากินคนมานานแค่ไหนแต่รู้ว่ามีชาวบ้านค่อยๆทยอยหายไปทีละคนสองคนจนในที่สุดก็สามารถสืบรู้ได้ว่าที่ชาวบ้านหายไปนั้นถูกจระเข้กิน  นี่คือจุดเริ่มต้นของตำนานไอ้ด่างเกยชัย 

       ซึ่งนอกจากจะมีคนเห็นมันลากคนไปกินในน้ำแล้วในบางวันยังเห็นว่าจระเข้ได้มีการขึ้นมานอนตรงบริเวณริมตลิ่งทำให้ชาวบ้านนั้นพากันหวาดกลัวเป็นอย่างมากเลยทีเดียว หลังจากน้ั้นก็ไม่มีใครลงเล่นน้ำบริเวณนั้นอีกเลย  ซึ่งหลังจากที่มันไม่มีคนให้กิน จระเข้จึงเริ่มออกหากินด้วยการขึ้นมาบนบก ไปกินเป็ด และไก่ รวมถึงสัตว์เลี้ยงตัวอื่นอื่น 

        และเหตุการณ์ที่ทำให้ไอ้ด่างกลายมาเป็นตำนานนั่นก็เพราะว่ามีอยู่วันหนึ่งมีแม่ลูกคู่หนึ่งท่าเรือมาในคลองดังกล่าวแล้วไอ้ด่างได้ทำการล่มเรือซึ่งทำให้แม่ปรับลงไปในน้ำและไอ้ด่างลากแม่ไปกินลูกชายที่เห็นเหตุการณ์เป็นไปตามพี่ชายให้มาช่วยกันปราบไอ้ด่างโดยใช้หอกแทงไปที่ตัวจระเข้จนมันได้รับบาดเจ็บแต่มันยังไม่ตายหลังจากนั้นมันขึ้นมาบนบกเพื่อมาพักรักษาตัวในระหว่างนั้นเองมีทหารเดินทางมาที่จังหวัดนครสวรรค์และเมื่อมาเจอตัวจระเข้ขนาดใหญ่ทางด้านทหารจึงได้มีการใช้อาวุธปืนยิงไปที่จระเข้ตัวดังกล่าวจนมันสิ้นชีพนับตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นตำนานของจังหวัดนครสวรรค์นั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  sagame

ตำนานรูปปั้นพระพูดได้ 

     สำหรับตำนานที่จะพูดถึงในครั้งนี้เป็นตำนานของพระพุทธรูปที่วัดศรีชุม ซึ่งที่นี่จะมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่มาก ซึ่งว่ากันว่าอาจจะมีการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้มาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  แต่ว่าเรื่องราวของพระพูดได้นั้นเกิดขึ้นในสมัยของกรุงศรีอยุธยาแทน 

      สำหรับเรื่องราวในครั้งนั้น เกิดขึ้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช   ต้องพาทหารเป็นจำนวนมากไปปราบกบฏ ซึ่งการรบในครั้งนั้นเป็นการรบราฆ่าฟันกันระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ดังนั้นการไปออกรบในครั้งนั้นทำให้มีทหารจำนวนไม่น้อย ที่รู้สึกระเหี่ยใจ ไม่อยากไปรบเพราะไม่อยากฆ่าคนไทยด้วยกันเองนั่นเอง 

   ดังนั้นก่อนที่จะออกไปรบกับกลุ่มที่ก่อกบฏ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงได้เรียกทหารมาชุมนุมกันที่หน้าองค์พระพุทธรูปที่วัดศรีชุมนี้ เพื่อเป็นการบอกเล่าแผนการที่จะเข้าไปโจมตีข้าศึกว่าจะต้องมีขั้นตอนอย่างไร และยังให้เหล่าทหารทั้งหลายได้มาขอพระกับพระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจก่อนที่จะไปออกรบในครั้งนั้นด้วย 

    ซึ่งในขณะที่เหล่าทหารพากันไหว้พระพุทธรูปนั้น ก็ได้มีการเสี่ยงทาย ออกมาว่าการไปออกรบในครั้งนี้สมควรทำหรือไม่ เพื่อเป็นการกระตุ้นความรู้สึกให้กับเหล่าทหารทั้งหลายและก็มีปราฎิหาริย์เกิดขึ้น เมื่ออยู่ๆ รูปปั้นของพระพุทธรูปก็ได้มีเสียงพูดออกมา ประมาณว่า การที่เหล่าทหารเหล่านี้จะไปออกรบกับกลุ่มกบฏที่สวรรคโลกนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ทำให้ทหารทุกคนที่ได้ยินเสียงของพระพุทธรูปพูดออกมานั้น เกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่พวกเขากำลังไปทำนั้น แท้จริงแล้วเป็นบัญชามาจากสรวงสวรรค์นั่นเอง 

      เมื่อเกิดความมั่นใจ เหล่าทหารทุกคนจึงไปออกรบอย่างกล้าหาญและนำชัยชนะกลับมา  และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเรื่องราวของพระพุทธรูปพูดได้ก็มีการลือกันกระฉ่อนว่า พระพุทธรูปที่วัดศรีชุมนั้นพูดได้  และนอกจากนี้ ณ บริเวณที่หน้าพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงกลายมาเป็นสถานที่ในการถวายสัตย์พิพัฒน์สัตยา  ซี่งจะเป็นพิธีสาบานตนว่าจะไม่ว่าทรยศพระมหากษัตย์นั่นเอง

        สำหรับเรื่องนี้ภายหลังนั้น มีการออกมาเฉลยกันว่า แท้ที่จริงแล้วพระพุทธรูปไม่ได้พูดได้ แต่นั่นเป็นแผนการของสมเด็จพระนเรศวรที่อยากจะให้กำลังเหล่าทหารให้มีขวัญกำลังใจที่ดีในการไปออกรบ จึงได้ให้ทหารคนหนึ่งไปทางด้านหลังองค์พระ ซึ่งทางด้านหลังนั้นจะมีทางเข้าเป็นซอกเล็กๆที่สามารถเดินเข้าไปในซอกขององค์พระได้แล้วให้พูดออกมา ทำให้ทหารที่อยู่ตรงนั้นได้ยินเสียงเหมือนว่าพระพูด แต่แท้ที่จริงก็เป็นเสียงทหารที่ถูกสมเด็จพระนเรศวรเตรียมเอาไว้พูดนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

ตำนานวัดมะกอก

           สำหรับวัดมะกอกนั้นอยู่ในเขตพื้นที่ราชเทวี ตรงบริเวณถนนพญาไทที่นั่งจะมีวัดเล็กๆวัดหนึ่งที่ชื่อว่าวัดมะกอก เพิ่งมาถึงนี้เป็นวัดที่เก่าแก่มานานแล้วหลายร้อยปีปัจจุบันวัดแห่งนี้มีการเรียกชื่อใหม่โดยใช้ชื่อว่าวัดอภัยทายาราม สำหรับการก่อสร้างวัดแห่งนี้นั้นไม่ได้มีหลักฐานที่แน่นอนชัดเจนมีเพียงแค่หลักศิลาจารึกเท่านั้นซึ่งมีการระบุเอาไว้ว่ามีการสร้างไว้มามากกว่า 200 ปีแล้ว

สำหรับวัดมะกอกนั้นเป็นวัดเล็กเล็กที่เกิดจากการที่พระสงฆ์มารวมตัวกันช่วยกันสร้างวัดขึ้นมา จังหวัดไหนเป็นวัดที่เกิดขึ้นในช่วงของพระเจ้าตากสินในช่วงแรกนั้นวัดแห่งนี้ไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนักและเป็นวัดไม่ค่อยมีความเจริญรุ่งเรืองจนเมื่อพระยาเหม็นซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าตากสินมาพบเข้าจึงได้มีการสั่งให้มีการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่และตั้งชื่อใหม่ว่าวัดอภัยทายาราม

มีตำนานเล่าถึงการชราคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านต่างก็พากันเชื่อว่าเป็นวิญญาณที่อาศัยอยู่ภายในวัดโดยมีการตั้งชื่อเอาไว้ว่าลุงเชยโดยมีเรื่องเล่าจากเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งได้มีการนำดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาลุงเชยในศาลาพร้อมทั้งเล่าให้ชาวบ้านฟังว่าสาเหตุที่พวกเขาต้องนำดอกไม้มากราบไหว้ลุงเชยนั้นก็เพราะว่าก่อนหน้านั้น 2-3 วัน

พวกเขาเข้ามาภายในบริเวณวัดและเนื่องจากว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นจึงมีการพูดจาหยอกล้อและพูดจาไม่ดีทำให้ตกมีช่วงเวลากลางคืนนั้นพวกเขาก็ฝันเหมือนกัน พวกเขาเดินเข้าไปในวัดแห่งหนึ่งและภายในวัดแห่งนั้นก็มีชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานใช้ชราคนดังกล่าวก็เดินเข้ามาที่กลุ่มวัยรุ่นด้วยใบหน้าที่ไม่พอใจพร้อมทั้งกับออกกลุ่มวัยรุ่นนั้นว่าพวกเขาพูดจาลบหลู่ชายชราหลังจากที่แก๊งวัยรุ่นนั้นตื่นขึ้นมา

จึงได้มีการพูดคุยกันและทำให้รู้ว่าทุกคนที่อยู่ในแก๊งและไปที่วัดดังกล่าวฝันเหมือนกันหมดทุกคน เด็กวัยรุ่นจึงได้พากันนำดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาลุงเชยซึ่งตามคำบอกเล่าของชาวบ้านบอกว่าลุงเชยนั้นเป็นร่างของชายชราที่ไม่เน่าเปื่อยถูกเก็บไว้ในโลงแก้วภายในศาลาในบริเวณวัดประกอบด้วยร่างของลุงเชยนั้นมีอายุเก่าแก่มากกว่าร้อยปีมาแล้ว

ซึ่งในครั้งแรกที่ชาวบ้านได้เห็นร่างของลุงเชยนั้นร่างของลุงเชยถูกจัดเก็บไว้ในโกดังหลังจากนั้นชาวบ้านจึงได้ช่วยกันนำมาใส่โลงแก้วเก็บเอาไว้และนำมาไว้ที่ศาลาภายในวัดแห่งนี้ และชาวบ้านต่างก็พากันมากราบไหว้ขอพรบนบานศาลกล่าวทางซึ่งก็ได้สมหวังทุกคนไป แต่ถ้าไม่ดีและพูดจาไม่ดีลุงเชยก็จะไปเข้าฝันเหมือนกับที่กลุ่มวัยรุ่นเจอแบบนี้นี่เอง

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทดลองเล่นสล็อต gclub

ความรักที่น่าสงสารของคลีโอพัตตราราชินีแห่งอียิป

โดยเรื่องราวในตำนานนั้นมีอยู่ว่า ในประเทศอียิปมีเมืองสองเหมือนที่เป็นเมืองเพื่อนบ้านที่สนิทกันพระราชาของทั้งสองเมืองตกลงกันว่าจะให้องค์ชายของเมืองเพื่อนบ้านให้ไปแต่งงานกับพระนางคลีโอพัตตราลูกสาวของพระราชา หลังจากนั้นเมื่อพระนางคลีโอพัตตราโตขึ้นก็ถึงเวลาที่อีกฝ่ายต้องส่งตัวผู้ชายที่จะให้พระนางคลีโอพัตตราแต่งงานด้วยในตอนแรกก่อนที่พระนางคลีโอพัตตราจะเจอกับผู้ชายที่นางต้องแต่งงานด้วย

นางก็ไม่พอใจที่นางต้องแต่งงานกับคนที่นางนั้นไม่รู้จักแต่ว่าเมื่อได้เห็นโฉมหน้าของคนที่นางต้องแต่งงานด้วยนางก็ตกหลุมรักเขาแรกพบทันที และผู้ชายคนนั้นก็ได้หลงรักพระนางคลีโอพัตตราแรกพบเหมือนกันค่ะ โดยทั้งสองนั้นก็ได้ตกลงที่จะแต่งงานกันทันที เช้าวันต่อมาทั้งสองนั้นก็ได้จัดงานแต่งงานที่ใหญ่โต

และอลังการทั้งสองนั้นรักกันเป็นอย่างมาก ไม่เคยนอกใจกันและกันเลยสักครั้ง แต่ว่าจริงจริงแล้วนั้นชายหนุ่มนั้นได้เคยมีภรรยาอยู่แล้วแต่ว่าเพราะเค้านั้นได้ตกหลุมรักพระนางคลีโอพัตตราแล้วเค้าจึงแต่งงานกับพระนางคลีโอพัตตราและไม่กลับไปหาภรรยาของเค้าอีกเลย หลังจากที่ภรรยาของชายหนุ่มได้รู้เรื่องเข้าว่าสามีของเธอนั้นไปแต่งงานของพระนางคลีโอพัตตราเธอก็โกรธเป็นอย่างมาก

เลยที่สามีของเธอนั้นไปแต่งงานกับหญิงอื่น ซึ้งเธอนั้นเป็นลูกสาวของเจ้าเมืองอีกคนค่ะ ซึ้งเธอจึงได้ไปขอร้องให้พ่อของเธอนั้นไปทำสงครามกับเมืองของพระนางคลีโอพัตตราค่ะ โดยพ่อของเธอนั้นก็ทำตามที่ลูกสาวของเขาบอก เขาได้ทำการทำสงครามครั้งใหญ่ และหลังจากนั้นพระสวามีของพระนางคลีโอพัตตราก็ได้ยินข่าวมาว่า รพะนางคลีโอพัตตรานั้นได้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว

เค้าเสียใจเป็นอย่างมากที่คนที่เค้ารักนั้นได้เสียชีวิตไปแล้วด้วยความเสียใจเค้าจึงได้นำดาบมาแทงที่หัวใจของตัวเองจนเค้าเสียชีวิตแต่หลังจากนั้นพระนางคลีโอก็ได้รู้ว่าสามีของนางเสียชีวิตแล้วนางจึงได้ฆ่าตัวจาย หวังจะไปเจอคนที่นางรักบนสรวงสวรรค์

และนี่ก็คือตำนานของพระนางคลีโอพัตตราค่ะ โดยตำนานนี้นั้นเป็นตำนานที่น่าเศร้ามาก ตำนานนี้ทำใฟ้คนเรานั้นรู้ว่า เราไม่ควรที่จะหลงเชื่อคนง่ายง่ายค่ะ เหมือนกับที่สามีของคลีโอโดนหลอกว่าพระนางคลีโอเสียชีวิตแล้วค่ะ

 

 

ขอขอบคุณ  sexybaccarat  ที่ให้การสนับสนุน

ประวัติการรบด้วยปัญญาของหลวงปู่ทวด 

          ประวัติของหลวงปู่ทวดนั้นมีมากมายหลายอย่างด้วยกันซึ่งแน่นอนว่าหลวงปู่ทวดนั้นนอกจากจะมีตำนานที่เกี่ยวกับเรื่องของการเหยียบน้ำทะเลจืดแล้วยังมีการพูดถึงตำนานการลบด้วยธรรมะและสติปัญญาที่หลวงปู่ทวดมีอยู่ที่สามารถช่วยเหลือกรุงศรีอยุธยาไม่ให้เกิดตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองอื่นๆได้อีกด้วยซึ่งตำนานเล่าขานนั้นมีมาว่าในช่วงสมัยที่หลวงปู่ทวดนั้นอยู่ในยุคของพระเจ้าเอกาทศรถ

ซึ่งช่วงนั้นหลวงปู่ทวดได้มีชื่อเสียงโด่งดังเกี่ยวกับเรื่องของการเหยียบน้ำทะเลจืดมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วอีกทั้งยังมีความรอบรู้และมีสติปัญญาเกี่ยวกับเรื่องของธรรมะต่างๆอย่างคล่องแคล่วจนเป็นที่เลื่องลือและเป็นที่โปรดปรานของใครหลายๆคนอยู่มาวันหนึ่งมีเจ้าเมืองแห่งหนึ่งซึ่งชื่อว่าพระเจ้าวัฏฏคามณีซึ่งเป็นเจ้าเมืองที่ปกครองประเทศลังกาได้เดินทางมายังประเทศไทย

เพื่อหวังที่จะมีการแผ่อำนาจบารมีของตนเองและอยากได้กรุงศรีอยุธยาไปอยู่ใต้อาณัติให้ได้จึงได้   เจ้าเมืองลังกาจึงได้มีการสั่งทหารให้มีการนำทองคำออกมาตีให้มีความบางและเท่าขนาดกับใบมะขามหลังจากนั้นก็ให้มีการเขียนพระอภิธรรมซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 7 คัมภีร์ด้วยกันหรือประมาณ แปดหมื่นสี่พัน ตัว  หลังจากนั้นก็ให้นำมาที่ประเทศไทยมาฝากพระเอกาทศรถและได้มีการให้พราหมณ์

ซึ่งมีความรู้ความสามารถมากที่สุดในประเทศลังกาเดินทางมาด้วย 7 คนโดยมีคำสั่งว่าให้พราหมณ์ทั้ง 7 คนนั้นช่วยกันแสดงปาฐกถาธรรมรวมถึงตรวจสอบว่าคำถามที่พระองค์ทรงไปถามพระเอกาทศรถนั้นถูกต้องหรือไม่โดยมีการท้าพนันกันเอาไว้ว่าหากพระเอกาทศรถนั้นไม่สามารถที่จะเรียงเมล็ดทองคำที่ถูกตีเป็นใบมะขามได้ครบและอย่างถูกต้องภายใน 7 วันก็จะต้องยกกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศลังกา

ซึ่งพระเอกาทศรถเองก็ไม่ต้องการที่จะให้เสียศักดิ์ศรีจึงได้รับปากที่จะร่วมกันท้าพนันในครั้งนี้ด้วยดังนั้นพระเอกาทศรถเองจึงได้มีการประกาศหาคนที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเรื่องของพระธรรมคำสั่งสอนและคัมภีร์อัลกุรอานมาซึ่งในตอนแรกนั้นมีพระสงฆ์ที่มีความเก่งกาจสามารถมานับให้แต่ก็ไม่สามารถนับได้ครบถ้วนเมื่อผ่านไป 6 วันแล้วแต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถ ทำให้สำเร็จได้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นพระเอกาทศรถเองหรือแม้แต่พระสงฆ์รูปอื่นๆหรือประชาชนต่างก็เริ่มพากันหวาดกลัวว่ากรุงศรีอยุธยาจะตกเป็นเมืองขึ้น

อย่างไรก็ตามวันรุ่งขึ้นได้มีพระสงฆ์จากเมืองพัทลุงรูปหนึ่งได้เดินทางมาประวัติพระเอกาทศรถและเสนอชื่อของหลวงปู่ทวดให้มาปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ซึ่งพระเอกาทศรถนั้นก็ได้เคยได้ยินชื่อเสียงของหลวงปู่ทวดมาบ้างจึงยินยอมให้หลวงปู่ทวดนั้นมาช่วยกันคัดคัมภีร์ซึ่งหลวงปู่ทวดใช้เวลาไม่ถึง 1 วันก็สามารถคัดคัมภีร์ได้เสร็จและถูกต้องทำให้เหตุการณ์ในครั้งนั้นประเทศไทยไม่เสียกรุงศรีอยุธยาไปเป็นเมืองขึ้นให้กับประเทศลังกานั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เวปยูฟ่าเบท

ตำนานผีกุ๊กกู๋

 เกี่ยวกับเรื่องของพี่กุ๊กกู๋นั้นเราอาจจะไม่ค่อยเคยได้ยินกันมากนักเพราะไม่ใช่ผีที่อยู่ในพื้นที่ของประเทศไทยแต่พี่กุ๊กกู๋นั้นคือผีที่มีการเล่าขานกันมาในประเทศลาวซึ่งเรื่องราวของผีกุ๊กกู๋นั้นก็ดังไกลไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียวเคยมีการเขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผีต่างๆของประเทศลาวตีแผ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและหนึ่งในผีที่น่าสนใจนั่นก็คือผี กุ๊กกู๋ นั่นเอง

สำหรับเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีกุ๊กกู๋ นั้นมีมากมายหลายเรื่องแต่ลักษณะเด่นของผีกุ๊กกู๋นั่นก็คือไม่เคยมีใครเห็นรูปร่างที่แท้จริงของมัน ลักษณะของผีกุ๊กกู๋นั้นจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าผีกุ๊กอยู่นั้นไปฆ่าใครมันก็จะเลียนแบบลักษณะรูปร่างหน้าตาของคนคนนั้นนั่นเองว่ากันว่าผีกุ๊กกู๋นั้นมักจะอยู่อาศัยภายในป่าทึบแต่ถ้าหากใครก็ตามที่หลงเข้าไปในถิ่นของผีกุ๊กกู๋มันก็จะสังหารทันที

แต่ถ้าเกิดว่ามันไม่สามารถสร้างอาหารได้เหยื่อสามารถหนีรอดออกจากมันได้มันก็จะตามไปสังหารถึงที่บ้านเลยทีเดียวซึ่งลักษณะของการฆ่าของผีกุ๊กกู๋นั้นมันจะฆ่าเหยื่อไม่ซ้ำกันขึ้นอยู่กับว่ามันอยากจะให้เหยื่อของมันนั้นตายในรูปแบบไหนนั่นเอง  มีเรื่องเล่ากันว่ามีชายคนหนึ่งหลงเข้าไปในป่า

ซึ่งเป็นถิ่นของผีกุ๊กกู๋มันพยายามที่จะฆ่าชายคนดังกล่าวแต่ว่าชายคนนั้นสามารถหนีรอดออกจากป่าที่ผีกุ๊กกู๋อยู่ได้มันจึงตามชายคนดังกล่าวนั้นไปถึงที่บ้านโดยชาวบ้านบอกว่าหลังจากที่ชายคนดังกล่าวนั้นกลับไปถึงที่บ้านเขาก็พักผ่อนเข้าบ้านนอนแต่ตื่นเช้าขึ้นมาชาวบ้านกลับพบว่าชายคนดังกล่าวนั้นถูกฆ่าตาย

โดยวิธีการที่สุดแสนจะทรมานเพราะเขานั้นถูกฆ่าถลกหนังจนเสียชีวิตและอีกตำนานหนึ่งยังเล่าว่ามีหญิงสาวท้องแก่คนหนึ่งได้ไปเจอผีกุ๊กกู๋เข้า  ผีกุ๊กกู๋จึงตามไปฆ่าเธอและลูกของเธอหลังจากนั้นก็สิงร่างเด็กทารกที่อยู่ในท้องแล้วนำวิญญาณของเด็กทารกนั้นไปไว้ในป่าที่เป็นที่อยู่ของผีกุ๊กกู๋ซึ่งถ้าหากใครอยากจะไปช่วยวิญญาณของเด็กทารกนั้นก็จะถูกผีกุ๊กกู๋ทำร้ายจนถึงแก่ความตาย

และว่ากันว่าหากผีกุ๊กกู๋ฆ่าใครแล้วก็วิญญาณของคนคนนั้นก็จะกลายมาเป็นวิญญาณร้ายของผีกุ๊กกู๋นั่นเอง สำหรับความเชื่อและความน่ากลัวของผีกุ๊กกู๋นั้นยังคงมีการพูดถึงกันมาจนถึงปัจจุบันแต่อย่างไรก็ตามได้มีการพูดถึงเรื่องของการปราบวิญญาณของผีกุ๊กกู๋ วิญญาณของพี่กุ๊กกู๋นั้น

ตอนนี้ถูกพระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์สามารถปราบไม่ให้มันไปทำร้ายใครได้อีกแล้วดังนั้นปัจจุบันเรื่องเล่าของผีกุ๊กกู๋จึงเป็นเพียงแค่ตำนานเท่านั้นและปัจจุบันนี้ไม่มีวิญญาณร้ายของผีกุ๊กกู๋คอยอาละวาดหลอกและค่าผู้คนอีกต่อไปแล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sa gaming vip ทดลอง เล่น

เจดีย์ ชเวซี่โกน

ตำนาน เจดีย์ ชเวซี่โกน

            เจดีย์ ชเวซี่โกน แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและมีความสวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เราหาชมความงดงามแบบนี้ได้ยากในประเทศพม่าเป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นเจดีย์ที่มีความใหญ่โตงดงามเป็นอย่างมากมีการสร้างมาอย่างเก่าแก่และยาวนานหนึ่งในความสวยงามของประเทศพม่าที่จะแนะนำนั่นก็คือเจดีย์ชเวซี่โกนซึ่งเจดีย์แห่งนี้เป็นที่เคารพนับถือทั้งชาวเมืองพม่าและชาวต่างประเทศรวมถึงประชาชนชาวไทยที่หักรายได้เดินทางไปเที่ยวประเทศพม่าแล้วก็จะต้องเดินทางไปกราบไหว้ขอพรที่วัดเจดีย์ชเวซี่โกนแห่งนี้ด้วยกัน

แทบทุกคนสำหรับที่วัดแห่งนี้นั้นมีชื่อเรียกว่าชเวซี่โกนโดยความหมายของการเรียกวัดแห่งนี้ด้วยเช่นนี้นั่นก็เพราะว่าเซอร์เวย์นั้นมีความหมายเปรียบดังได้เป็นทองคำซึ่งเมื่อนำคำแปลของชื่อวัดเจดีย์ชเวซี่โกนมาหาความหมายจึงแปลได้ความหมายว่าเจดีย์แห่งชัยชนะนั่นเองสำหรับเจดีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์พระองค์หนึ่งซึ่งพระองค์นั้นเป็นกษัตริย์ที่ปกครองมาในสมัยศตวรรษที่ 16 ถึงศตวรรษที่ 17 นั่น

ก็คือพระเจ้าอโนรธามังช่อแต่ว่าการสร้างวัดเจดีย์ชเวซี่โกนแห่งนี้ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างค่อนข้างนานกว่าจะแล้วเสร็จก็มาถึงในการปกครองของรัชสมัยของพระเจ้าจานสิตาซึ่งเป็นระยะเวลามากกว่า 960 ปีมาแล้ววัดแห่งนี้เป็นวัดอยู่ในเมืองยอดอู ซึ่งเมืองนี้ก็อยู่ใกล้ๆกันกับเมืองพุกามนั่นเองสำหรับเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่มีความสวยงามเป็นเจดีย์ต้นแดดที่ชาวเมืองพม่านั้น

มีการสร้างขึ้นเอาไว้ตัวเจดีย์นั้นเป็นสีทองเหลืองอร่ามทั้งหมดและมีการสร้างช่อถักล้อมรอบเจดีย์อีกด้วยว่ากันว่าเจดีย์แห่งนี้ค่อนข้างที่จะทรุดโทรมและต้องบูรณะซ่อมแซมบ่อยเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าทุกครั้งที่มีการเกิดแผ่นดินไหวหรือมีการเกิดภัยพิบัติอะไรเจดีย์แห่งนี้ก็จะมีการทรุดโทรมและได้รับความเสียหายอยู่บ่อยครั้งทำให้ต้องถูกบูรณะซ่อมแซมอยู่เรื่อยๆนั่นเอง

ซึ่งมีการเปิดเผยออกมาว่าในครั้งล่าสุดที่มีการซ่อมแซมเจดีย์ตรีโกณแห่งนี้ช่างที่เป็นผู้ซ่อมแซมแห่งนี้ได้ให้ข้อมูลว่าพวกเขาต้องใช้แผ่นทองแดงมากกว่า 30,000 เลยทีเดียวในการที่จะมาซ่อมแซมเจดีย์ชเวซี่โกนแห่งนี้ และสำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุผลว่าทำไมตรงบริเวณนี้ถึงถูกนำมาสร้างเป็นเจดีย์ชเวซี่โกนงั้นก็เพราะว่ามี ตำนานการสร้างเจดีย์แห่งนี้ว่ากันว่าถูกกำหนดว่าจะต้องสร้างเจดีย์ชเวซี่โกนแห่งนี้

จากช้างเผือกตัวหนึ่ง ที่แบบพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า แต่งตัวดังกล่าวนั้นถูกปล่อยให้เดินไปเรื่อยๆจนในที่สุดมันก็เดินมาถึงจุดที่ตั้งของเจดีย์ในปัจจุบันนี้ นี่คือเหตุผลทำไมที่ดินผืนนี้จึงถูกสร้างเป็นเจดีย์ของวัดชเวซี่โกนนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub online ผ่านเว็บ