ตำนานภูตผีโยวไค 

              สิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือธรรมชาติเรามักจะเรียกว่าภูตผีปีศาจ   สำหรับในประเทศญี่ปุ่นเองก็เรียกสิ่งมีชีวิตประเภทนี้ว่าภูตผีปีศาจเส้นเดียวกัน  ตำนานภูตผีโยวไค  สำหรับภาษาญี่ปุ่นเราเรียกภูตผีปีศาจเหล่านี้ว่าโยวไค  โดยตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นแล้ว โยวไค นั้นจะมีทั้งด้านดีและด้านร้ายซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอกับโยวไค ที่ดีหรือร้ายนั่นเอง   และสำหรับภูตผีปีศาจหรือ โยวไค ในประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ วิญญาณของมนุษย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเพราะคนญี่ปุ่นเชื่อว่า โยวไค นั้น สามารถเป็นอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณของคนหรือมีลักษณะคล้ายกับวิญญาณของสัตว์  

          ตามความเชื่อของคนโบราณของประเทศญี่ปุ่นเชื่อว่า  ตำนานภูตผีโยวไค  นั้น สามารถที่จะแปลงร่างได้ซึ่งอาจจะแปลงร่างเป็นสัตว์หรืออาจจะแปลงร่างเป็นมนุษย์ปะปนไปอยู่ในฝูงชนก็ว่าได้ทำให้เรานั้นอาจจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เราเดินสวนผ่านไปผ่านมานี้เป็นคนจริงๆหรือว่าเป็นเพียงแค่โยวไค นั้นเอง  ว่ากันว่าหากเป็นโยวไคแล้วแล้วก็พวกมันจะมีอำนาจและมีพลังที่อยู่เหนือธรรมชาติสามารถที่จะเสกสรรค์อะไรก็ได้หรือแปลงกายเป็นอะไรก็ได้  ในประเทศญี่ปุ่นมีการแบ่งแยกโยวไคออกเป็นทั้งหมด 3 ประเภทด้วยกัน 

          สำหรับโยวไคประเภทแรกก็คือประเภท  โอบาเกะ  สำหรับประเภทนี้นั้นว่ากันว่าเป็นประเภทที่สามารถแปลงกายได้หรือแปลงร่างได้ส่วนมากแล้วเราจะมักเห็นโยวไค กลายร่างเป็นมนุษย์ส่วนใหญ่นั้นก็มักจะกลายร่างเป็นมนุษย์ผู้หญิง  หรือบางทีก็เลือกที่จะกลายร่างเป็นสัตว์แต่ส่วนใหญ่ก็เลือกเกือบเป็นสัตว์ที่น่ารักเช่นแมวเป็นต้น

      สำหรับโยวไค ประเภทออกมาก็คือ โอนิ  สำหรับประเภทนี้นั้นชาวบ้านเชื่อว่าโยไคประเภทนี้จะมีลักษณะคล้ายกับยักษ์ซึ่งจะมีทั้งเขี้ยวและปากที่กว้างที่สำคัญบริเวณหัวของโยวไค ชนิดนี้นั้นจะมีเขาอยู่ 2 เขาส่วนร่างกายนั้นจะมีสีแดงหรือไม่ก็เป็นสีน้ำตาล   เขาส่วนร่างกายนั้นจะมีสีแดงหรือไม่ก็เป็นสีน้ำตาล  ไม่สวมเสื้อ แต่จะใส่เพียงผ้า่เตี่ยวเท่านั้น  ซึ่งผ้าเตี่ยวนั้นจะทำมาจากหนังของเสือ   แน่นอนว่าในมือของพวกมึงจะต้องมีการถืออาวุธด้วยซึ่งอาวุธส่วนใหญ่ไม่เป็นกระบองก็อาจจะเป็นแบบนั้นเอง  เรียกได้ว่า โยวไค สายพันธุ์นี้จะเป็นสายพันธุ์โหดร้ายและเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายนั่นเองส่วนใหญ่เชื่อกันว่า โยวไค สายพันธุ์นี้จะอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ 

       และ โยวไค อีกเส้นหนึ่งก็คือ สึโกะโมงามิ    สำหรับโยวไคประเภทนี้นั้น  ว่ากันว่าเกิดมาจากข้าวของเครื่องใช้ไม่ว่าจะเป็นจานชามซึ่งมีความเก่าแก่โบราณที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้แล้วและถูกนำไปทิ้ง หรือถูกนำไปเก็บเอาไว้ในห้องเก็บของภายหลังจะมีวิญญาณมาจากอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้แต่โดยส่วนใหญ่แล้วโยวไคชนิดนี้จะมีอันตรายกับมนุษย์  

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

ตำนานอาถรรพ์ ของละครเรื่อง  Macbeth   ผู้แต่งโดย เช็คสเปียร์ 

            หากพูดถึงเช็คสเปียร์เชื่อว่าหลายคนที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องของวรรณกรรมละครเวทีย่อมรู้จักชื่อคนผู้นี้กันเป็นอย่างดีเพราะเขาเปรียบเสมือนเป็นบิดาแห่งวงการละครเวทีเลยก็ว่าได้ผลงานของเชคสเปียร์นั้นมีมากมายหลายเรื่อง  ตำนานอาถรรพ์  และแต่ละเรื่องนั้นก็ตั้งชื่อเสียงให้กับเช็คสเปียร์เป็นอย่างมากและถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายร้อยปีแต่ผลงานของเชคสเปียร์ก็ยังคงมีชื่อเสียงโด่งดังมาจนถึงปัจจุบันนี้นั่นเอง

        อย่างไรก็ตามว่ากันว่ามีผลงานของเชคสเปียร์เรื่องหนึ่งซึ่งมีการแต่งขึ้นมาในช่วงสมัยยุคที่มีพ่อมดแม่มดอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ด้วยละครที่เช็คสเปียร์ได้มีการแต่งขึ้นมานั้นมีการกล่าวถึงอภินิหารและคำสาปมนต์ดำของเหล่าบรรดาพ่อมดแม่มดทั้งหลาย  ทำให้ละครเรื่องดังกล่าวนั้นเกิดเป็นเรื่องราวอาถรรพ์เกิดขึ้นเมื่อบรรดาเหล่าพ่อมดแม่มดตัวจริงที่ได้รู้เรื่องบทละครของเชคสเปียร์เรื่องนี้เกิดความไม่พอใจที่เช็คเทียนนั้นได้นำเรื่องราวของพวกเขามาเปิดเผยให้กับประชาชนคนอื่นได้รับรู้ 

      สำหรับบทละครที่มีเรื่องราวอาถรรพ์นั้นมีชื่อเรื่องว่า  Macbeth  ว่ากันว่าหลังจากที่มีการนำบทละครเรื่องนี้มานำแสดงคนที่เล่นเป็นตัวละครตัวเอกจะได้รับผลจากคำสาปของบรรดาพ่อมดแม่มด ทั้งหลายทำให้คนที่แสดงในเรื่อง Macbeth ต่างก็พากันเสียชีวิตอย่างเช่นคนที่ได้รับผลจากคำสาปคนแรกนั่นก็คือ  ฮัล เยอร์ริดจ์  ซึ่งเธอได้แสดงบนเวทีครั้งแรกหลังจากแสดงเสร็จเธอก็เสียชีวิตลงอยู่หลังเวทีนั่นเอง

       นอกจากนี้เรื่องราว ตำนานอาถรรพ์ ของละครเรื่องดังกล่าวยังมีการพูดถึงกันอย่างต่อเนื่องและถึงแม้ว่าระยะเวลาจะผ่านมาอีก 400 ปีให้หลังซึ่งได้มีคนนำละครเรื่องดังกล่าวของเชคสเปียร์มาแสดงใหม่อีกครั้งหนึ่งแต่ทุกครั้งที่มีการวางตัวผู้แสดงโขนที่จะแสดงในบทละครดังกล่าวก็มีอันเป็นไปไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุหรือแม้แต่บางคนก็ฆ่าตัวตายเองหรือบางคนก็เจ็บไข้ได้ป่วยทำให้ในที่สุดก็ไม่มีใครกล้าที่จะแสดงบทละคร เรื่อง Macbeth อีกเลย 

         อย่างไรก็ตามในช่วงปีคริสตศักราช 1947 ได้ มีการนำบทละครของเชคสเปียร์เรื่อง Macbeth กลับมาสร้างใหม่อีกครั้งหนึ่งและคนที่รับบทตัวเด่นในละครเรื่องนี้ก็คือ  ฮาโรลด์  ทอร์แมน   และเรื่องราวอาถรรพ์ก็ยังคงเกิดขึ้นเมื่อระหว่างที่เขากำลังแสดงอยู่บนเวทีนั้นปรากฏว่ามีฉากหนึ่งซึ่งจะเป็นฉากต่อสู้และต้องใช้ดาบต่อสู้กันปรากฏว่าฉากดังกล่าวนั้นเกิดอุบัติเหตุเปิดขึ้นทำให้เขาถูกแพงจริง

         และเสียชีวิตลงตรงกลางเวทีนั้นเองซึ่งในขณะที่เขาเสียชีวิตนั้นผู้ชมที่เข้ามาชมบทละครดังกล่าวไม่มีใครรู้เลยว่าเขาได้เสียชีวิตลงแล้วเพราะทุกคนต่างก็คิดว่ามันคือการแสดงของเขาและเขาแสดงได้สมบทบาทจริงๆแต่หลังจากที่การแสดงสิ้นสุดลงนั่นเองทำให้ทุกคนจึงได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเขาถูกแทงและเสียชีวิต  ทำให้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงไม่มีใครกล้าที่จะนำบทละครเรื่องMacbeth  มาสร้างอีกเลย 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    บาคาร่า sa gaming

ตำนานหนูน้อยหมวกแดง

เวลาเราพูดถึงเรื่องราวตำนานพื้นบ้านหรือตำนานในพื้นที่ต่างๆคือจะบอกว่าในแต่ละพื้นที่มันมีอยู่เยอะแยะมากมายและในแต่ละพื้นที่มันก็แตกต่างกันออกไปด้วย

ซึ่งในประเทศไทยที่เราอยู่ในตอนนี้มันก็มีอยู่หลากหลายจำพวกมากแต่มันจะอยู่จำพวกหนึ่งที่ใช้คำว่าตอนที่เรายังเด็กๆอยู่นั้นเรามักจะได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากพ่อแม่จากในห้องสมุดที่เราเอาไว้อ่านกันและใช้คำว่าเรื่องราวเหล่านี้ค่อนข้างที่จะน่ารักและเนื้อหาค่อนข้างที่จะดีมาก

โดยนิทานเรื่องนั้นนั่นก็คือนิทานอีสป นั่นเองคือ นิทานอีสปที่เราจะพูดถึงอยู่ตรงนี้มันใช่ว่ามันแค่สองสามเรื่องมันมีอยู่เยอะแยะมากมายถ้ายกตัวอย่างเช่นลูกหมูสามตัว กระต่ายกับเต่าราชสีห์กับหนูหรืออะไรอีกเยอะแยะมากมายที่ตอนเด็กๆเราก็เคยจะได้ยินกันและจะบอกว่าเนื้อหารูปภาพหรือข้อคิดต่างๆในนิทานอีสปใช้คำว่าเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสำหรับเด็กโดยเฉพาะเลยก็ว่าได้

นอกจากนี้คุณเชื่อหรือไม่ว่าในความเป็นจริงแล้วต้นฉบับจริงๆของนิทานอีสปหลายๆเรื่องนั้นมันไม่ได้น่ารักอย่างที่คิดเลยและหนึ่งในนิทานอีสปที่เป้นใมนรูปแบบนั้นก็คือเรื่อง หนูน้อยหมวดแดง นั่นเอง เวลาที่เราพูดถึงหนูน้อยหมวกแดงเราเชื่อเลยว่าหลายๆคนก็อาจจะรู้จักกันอย่างแน่นอน

เพราะในยุคปัจจุบันก็จะมีอย่างดิสนีย์เขาได้นำเอามาทำเป็นหนังนำมาทำเป็นการ์ตูนแล้วก็ถ้าเกิดว่าย้อนกลับไปก็จะเป็นนิทานอีสปที่อยู่ในหนังสือที่เราหาอ่านได้ทั่วไปและเนื้อหาของหนูน้อยหมวกแดงถ้าใครไม่เคยได้ยินเราสรุปให้เอาคร่าวๆมันก็จะเป็นประมาณว่าได้มีหนูน้อยคนนึงถูกว่างานจากคุณแม่ให้นำขนมมาให้คุณยายจากอีกหมู่บ้านหนึ่งที่จะต้องเดินผ่านป่าใหญ่ไปหลังจากนั้นก็จะเจอบ้านของคุณยาย

ซึ่งในระหว่างทางที่กำลังเดินไปนั้นอยู่ก็ได้พบกับหมาป่าแล้วก็ได้ชวนหนูน้อยหมวกแดงคนนี้คุยกันไปคุยกันมาหลังจากนั้นก็ได้บุกไปที่บ้านคุณยายจากนั้นก็กินยายเป็นอาหารและหลังจากนั้นก็ปลอมตัวเป็นคุณยายแล้วก็หรอกหนูน้อยหมวกแดงจนสุดท้ายก็ได้กินหนูน้อยหมวกแดงเข้าไป

ดังนั้นในตอนท้ายของเรื่องเจ้าหมาป่าก็ได้เผยหลับภายในบ้านของคุณยายแล้วก้มีนายพรานมาทำการผ่าท้องของหมาป่าแล้วก็ได้ยัดหินเข้าไปในท้องของหมาป่าหลังจากนั้นหมาป่าก็ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองมีหินอยู่ในท้องสุดท้ายเร่องนี้ก็จบลงด้วยดีก็คือเจ้าหมาป่าตัวนั้นมันได้ตายลงไปนั่นเอง

 

ขอบคุณผู้สนับสนุนเรื่องราวโดย.    ทดลองเล่นสล็อต gclub

เกาะผีอาถรรพ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

ซึ่งถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เรื่องราวในอดีตของเกาะแห่งนี้ดูจะค่อนข้างจะน่ากลัวนิดหนึ่งแต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มลงทุนว่าจ้างเรือของชาวบ้านมาลอยคออยู่บริเวณที่เกาะแห่งนี้เพื่อที่จะจับปลาหรือว่าสัตว์ทะเลอยู่บ่อยครั้งมันก็เป็นเพราะว่าเกาะแห่งนี้มันค่อนข้างที่จะเงียบสงบไม่มีผู้คนเข้ามารบกวนนั่นเอง

โดยทำให้ทะเลแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์ทะเลน้อยใหญ่มากมายโดยที่นักท่องเที่ยวเหล่านี้ไม่ได้เกงกลัวต่อสิ่งลี้ลับแต่อย่างใดแต่ก็จะมีกฎข้อห้ามสำคัญอยู่นั่นก็คือจะต้องออกจากเกาะแห่งนี้ก่อนที่ฟ้าจะมืดลงนั่นเอง

สำหรับข้อมูลตรงส่วนนี้ก็คือประวัติความเป็นมากคร่าวๆของเกาะขามน้อยหรือเกาะผีแห่งนี้และเรื่องราวที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้มันก็จะเป้นเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อส่วนบุคคลยังไงก็ต้องใช้วิจารณญาณในการรับชมคือต้องบอกแบบนี้ว่าเรื่องราวของเกาะผีแห่นี้จะค่อนข้างเรื่องลือไปทางด้านความน่ากลัวความสยดสยองอยู่บ้าง

เพราะฉะนั้นแล้วใช่ว่าจะไม่เคยมีใครมานอนพักแรมบนเกาะแห่งนี้เพราะว่ายังมีคนบางกลุ่มที่ชื่นชอบความท้าทายแล้วก็อยากจะเข้ามาท้าพิสูจน์เรื่องราวลี้ลับแห่งนี้

ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็จะว่าจ้างคนให้มาส่งแล้วก็ค้างคืนอยู่บนเกาะแห่งนี้อยู่บ่อยๆตัวอย่างเช่นยูทูปเบอร์ชื่อดังแนวท้าผีพิสูจน์เรื่องลี้ลับที่มีชื่อว่าก็อตดราก้อนนั่นเองเรียกได้ว่าช่องนี้มีเอกลักษณ์ที่โด่งเด่นเรื่องความใจเด็นโดยที่เขานั้นได้เข้ามาค้างอยู่บนเกาะแห่งนี้เพียงลำพัง

นอกจากนี้ในคืนนั้นเองเขาก็ได้พบกับเรื่องลี้ลับต่างๆมากมายไม่ว่าจะมาในรูปแบบของเสียงครวญครางเสียงสวดเสียงกระดิ่งหรือแม้แต่เงาแวปไปแวปมาตามป่าเรียกได้ว่าใครใจไม่แข็งพออาจจะถึงขั้นสติแตกจนเป็นบ้าไปเลยก็ได้

เนื่องจากนี้ยังไม่พอเขาก็ยังได้เดินสำรวจรอบๆเกาะแล้วก็พบกับเศษซากโครงกงระดูกมนุษย์อยู่ใต้ผืนทรายของเกาะแห่งนี้เป็นจำนวนมากจากข้อมูลตรงนี้ก็พอที่จะยืนยันประวัติความเป็นมาของเกาะแห่งนี้ว่าเคยเป็นสุสานที่เคยฝังศพจำนวนมากว่ามันคือเรื่องจริงนั่นเอง

เพราะฉะนั้นแล้วยังเคยมีกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาเกาะแห่งนี้เพื่อท้าทายจนได้พบกับเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้นนั่นก็คือพวกเขาได้ยินเสียงตะโกนออกมาจากป่าว่า “พวกมึงมาทำไม” ก่อนที่พวกเขาจะเห็นร่างกายคนใส่ชุดคุมคลายกับคนมุสลิมปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกเขานั่นเองชาวบ้านท้องถิ่นยังได้ระบุว่าปัจจุบันนี้ก็ยังมีคนได้พบเจอเรื่องประหลาดภายในเกาะแห่งนี้อยู่เรื่อยมา

 

สนับสนุนโดย.    ทดลองเล่นบาคาร่าฟรี se

อารยธรรม บาสเตต (Bastet) ที่มีหน้าเป็นแมว

ทาสแมวเมื่อเราได้พูดถึงแมวแล้วเราเชื่อว่าหลายคนเข้าใจว่าแมวเพิ่งจะมาเป็นสัตว์เลี้ยงให้กับมนุษย์ได้ไม่นานแต่จริงๆแล้วแมวเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์มานานแสนนานมากแล้วอาจจะนานเกือบจะเท่าหมาเลยทีเดียวถามว่าทำไมเพราะว่าในสมัยก่อนตอนที่มนุษย์ได้เกิดการปฏิวัติเกษตรกรรมเริ่มเพาะปลูกอะไรต่างๆมนุษย์ก็จะต้องมียุ้งฉางใช้ไหม

สำหรับเอาไว้เก็บพืชพรรณธัญญาหารอะไรต่างๆและแน่นอนสิ่งที่ตามมาจากการที่เก็บพืชพรรณธีญญาหารไว้รวมกันก็คือยังไม่ใช่แมวและสิ่งนั้นก็คือพวกสัตว์ฟันแทะต่างๆโดยเฉพาะหนูแน่นอนว่าเอาข้าวมากองรวมกันไว้เยอะๆพวกหนูมันก็จะต้องเข้ามาใช่ไหม

ดังนั้นสิ่งหนึ่งก็ตามหนูเข้ามานั่นก็คือพวกแมวป่านั่นเองพวกแมวที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติของหนูก็มีการเข้ามาจีบหนูอะไรต่างๆในยุ้งฉาง

ซึ่งก็ได้ทำให้นักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานว่าคนสมัยโบราณน่าจะเรียนรู้จากสิ่งนี้แหละว่าถ้าเราเลี้ยงแมวป่าไว้แมวป่ามันก็จะมาจับหนูกินเราก็จะไม่มีศัตรูพืชอะไรต่างๆยุ่งฉางของเรามันก็จะปลอดภัยดังนั้นเขาก็เลยคาดกันว่ามนุษย์ก็เลยเริ่มเลี้ยงแมวมาตั้งแต่สมัยนั้นและก็เลี้ยงมาเรื่อยๆแต่ถามว่าวิวัฒนาการของแมวมันพีคช่วงไหนต้องบอกเลยว่ามาพีคในสมัยอียิปต์โบราณ

เพราะว่าในสมัยอียิปต์โบราณได้มีการเลี้ยงแมวกันอย่างกว้างขวางและนอกจากการเลี้ยงแมวแล้วชาวอียิปต์โบราณยังมีการบูชาแมวอีกด้วยถามว่าทำไมต้องบูชาแมวเราจะรู้กันว่าเทพของอียิปต์มีหลากหลายแบบมีทั้งที่น่าตาเป็นมนุษย์แล้วก็ทั้งที่น่าตาเป็นสัตว์ต่างๆ เช่น เทพอนูบิสก็มีหน้าเป็นหมาแต่ว่าในอียิปต์โบราณยังมีเทพอยู่กลุ่มนึงที่หน้าของเขานั้นจะเป็นสิงห์ไม่ว่าจะเป็นเทพที่เป็นผู้ชายหรือว่าเทพีที่เป็นผู้หญิงและในบรรดาเทพที่หน้าเป็นสิงห์ทั้งหมดมีเทพีอยู่องค์หนึ่ง ชื่อว่า บาสเตต (Bastet) แต่เดิมเทพีองค์นี้มีหน้าเป็นสิงห์แต่ว่าหลังจากที่เวลาผ่านพ้นไป

นอกจากนี้ต้องบอกเลยว่าระยะเวลาของอารยธรรมอียิปต์นี่ไม่ได้สั้นเลยและยาวมากเราจะเห็นได้ว่าอารยธรรมอียิปต์นี่อยู่มานานมาก

ดังนั้นในยุคสมัยแรกๆเนี่ยเขาอาจจะเชื่อว่า บาสเตต หน้าตาเป็นสิงห์โต แต่พอมายุคสมัยหลังๆเขาเปลี่ยนเขาเปลี่ยนเขาเชื่อไปว่าบาสเตตมีหน้าตาเป็นแมวและชาวอียิปต์ก็เลยบูชาแมงวกันอย่างกว้างขวางนอกจากเลี้ยงและก็บูชาด้วยถามว่าเขาบูชากันไปถึงไหนต้องบอกว่า บาสเตต นั้นเป็นเทพีองค์ค่อยข้างที่จะสำคัญเพราะว่ามีความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับการดูแลผู้หญิงคลอดลูกอะไรประมาณนี้เรียกได้ว่าเทพีเป็นสามัญประจำบ้านของอียิปต์เลย

 

สนับสนุนโดย.    ufabet

ตำนานหลวงปู่ทวดสมัยยังเป็นทารก  ถูกขนานนามทารกอัศจรรย์

           สำหรับตำนานหลวงปู่ทวดนั้นเป็นตำนานเก่าแก่อายุมากกว่า 400 ปีมาแล้วซึ่งในสมัยนั้นเป็นสมัยของพระมหาธรรมราชาตอนปลาย  ซึ่งยังอยู่ในช่วงของสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นเอง  ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้วแต่ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่ทวดก็ยังคงจำฝังใจเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของหลวงปู่ทวดโดยเฉพาะประวัติเกี่ยวกับทารกมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในช่วง 400 ปีก่อนที่ผ่านมา  ตามตำนานระบุไว้ว่าในช่วงที่หลวงปู่ทวดเกิดนั้นเกิดในช่วงปีพุทธศักราช 2127 โดยเกิดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง  ในตำบลชุมพล   โดยในตอนที่หลวงปู่ทวดเกิดมานั้นหลวงปู่ทวดเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน 

          พ่อกับแม่ต้องเช่าที่นาของชาวบ้านเพื่อปลูกนาหาเลี้ยงชีพของตนเองแต่พ่อกับแม่ของหลวงปู่ทวดนั้นเป็นคนดีอยู่ในศีลในธรรมดังนั้นเมื่อคลอดหลวงปู่ทวดออกมาได้มีการตั้งชื่อหลวงปู่ทวดในช่วงตอนเกิดใหม่ๆว่าเด็กชายปู   ด้วยความที่พ่อกับแม่นั้นมีฐานะยากจนเวลาที่พ่อกับแม่ออกไปทำนานั้นจึงต้องนำหลวงปู่ทวดออกไปเลี้ยงด้วยโดยแม่ของหลวงปู่ทวดจะเอาผ้าขาวม้าผูกทำเป็นเปลแล้วถึงเชือกระหว่างต้นไม้ 2 ต้นให้หลวงปู่ทวดนั้นนอนอยู่ในเปลหลังจากที่ไกวเปลจนหลวงปู่ทวดนอนหลับแล้วพ่อกับแม่ก็จะออกไปทำนาซึ่งอยู่ใกล้ๆกับที่หลวงปู่ทวดนอน

          โดยตอนที่หลวงปู่ทวดยังคงเป็นทารกนั้นหลวงปู่ทวดเป็นเด็กน่ารักไม่ร้องไห้งอแง  มีอยู่วันหนึ่งในขณะที่หลวงปู่ทวดนอนอยู่ในเปลและพ่อกับแม่กำลังทำงานอยู่นั้นปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาให้นมแม่ของหลวงปู่ทวดเดินมาที่เปรย์เพื่อต้องการที่จะเอานมให้กินแม่ของหลวงปู่ทวดมองไปในเปลเห็นงูตัวใหญ่เหลืออยู่บนตัวของหลวงปู่ทวดซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่ทวดยังเป็นทารกแต่ก็ไม่ได้ร้องไห้งอแงแต่อย่างใดด้วยความตกใจแม่ของหลวงปู่ทวดจึงได้วิ่งไปตามสามีและคนอื่นๆให้มาช่วยกันขับไล่งู

          หลังจากที่มีการไล่งูตัวใหญ่นั้นออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแม่ของหลวงปู่ทวดก็มาดูร่างของทารกว่ามีร่องรอยของการถูกงูกัดหรือไม่แต่ไม่ว่าจะพลิกซ้ายพลิกขวาก็ไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยของการถูกงูกัดตายอย่างไรที่สำคัญในระหว่างที่งูอยู่ในนั้นหลวงปู่ทวดไม่ร้องไห้นอนหลับสบายปกติแต่ที่น่าอัศจรรย์ใจเกิดขึ้นก็คือบริเวณในเปลของหลวงปู่ทวดนั้นมีลูกแก้วดวงหนึ่งซึ่งส่องแสงแวววาว และนับตั้งแต่ครอบครัวของหลวงปู่ทวดได้ลูกแก้วนั้นมาพ่อแม่ของหลวงปู่ทวดทำอะไรก็มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองจนทำให้ครอบครัวนั้นร่ำรวยขึ้นตามลำดับนั้นเอง

        และนี่เป็นเรื่องราวในสมัยแรกเกิดของหลวงปู่ทวดที่มีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นจนได้ฉายาว่าทารกอัศจรรย์นั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย.    เว็บพนันออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 50

ตํานานไอ้ด่างเกยชัยจังหวัดนครสวรรค์

        สำหรับตำนานเกี่ยวกับเรื่องของจระเข้นั้นที่จังหวัดนครสวรรค์ก็มีตำนานของจระเข้ที่มีความโหดเหี่ยมและน่ากลัวเป็นอย่างมากซึ่งชาวบ้านขนานนามจระเข้ตัวนี้ว่าไอ้ด่างเกยชัย ซึ่งตำนานของไอ้ด่างเกยชัยนั้นเกิดขึ้นในสมัยของรัชกาลที่ 5 ว่ากันว่าจระเข้ตัวนี้มีความโหดเหี่ยมและร่างกายตัวใหญ่มากซึ่งมีการร่ำลือกันว่า กรมสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพเดินทางขึ้นมาที่จังหวัดนครสวรรค์เพื่อมาดูจระเข้ตัวดังกล่าวเลยทีเดียว โดยจระเข้ไอ้ด่างนี้มันอาศัยอยู่ใน  แม่น้ำน่าน 

       ตำนานการเล่าขานกันว่าตรงบริเวณที่วัดแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าวัดเกยชัย ซึ่งสถานที่ตั้งของวัดนั้นอยู่ติดกับแม่น้ำโดยแม่น้ำดังกล่าวนั้นเป็นแม่น้ำสองสายมาบรรจบกันนั่นก็คือแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน  ตรงบริเวณนี้ทุกปีในช่วงเวลานั้นจะมีน้ำมาก  อย่างไรก็ตามตรงบริเวณนี้ชาวบ้านมักจะมีการสูญหายอยู่เป็นประจำไม่ว่าจะเป็นคนที่พายเรือผ่านไปผ่านมาตรงจุดนี้หรือแม้แต่คนที่มาเล่นน้ำตรงบริเวณหน้าวัดแห่งนี้ก็มักจะสูญหายโดยไม่ทราบสาเหตุ 

       ในช่วงแรกๆนั้นชาวบ้านไม่รู้ว่าคนที่หายตัวนั้นหายตัวไปที่ไหนแต่หลังๆมาพบว่ามีคนหายตัวมากขึ้นและบางครั้งก็มีเศษซากชิ้นส่วนของมนุษย์ลอยตามน้ำมาทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าถ่ายใต้น้ำบริเวณนี้น่าจะมีตัวอะไรอยู่ใต้น้ำที่คอยกัดกินทุกคนอย่างแน่นอน  ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะได้แค่ตัวดังกล่าวนั้นมากินคนมานานแค่ไหนแต่รู้ว่ามีชาวบ้านค่อยๆทยอยหายไปทีละคนสองคนจนในที่สุดก็สามารถสืบรู้ได้ว่าที่ชาวบ้านหายไปนั้นถูกจระเข้กิน  นี่คือจุดเริ่มต้นของตำนานไอ้ด่างเกยชัย 

       ซึ่งนอกจากจะมีคนเห็นมันลากคนไปกินในน้ำแล้วในบางวันยังเห็นว่าจระเข้ได้มีการขึ้นมานอนตรงบริเวณริมตลิ่งทำให้ชาวบ้านนั้นพากันหวาดกลัวเป็นอย่างมากเลยทีเดียว หลังจากน้ั้นก็ไม่มีใครลงเล่นน้ำบริเวณนั้นอีกเลย  ซึ่งหลังจากที่มันไม่มีคนให้กิน จระเข้จึงเริ่มออกหากินด้วยการขึ้นมาบนบก ไปกินเป็ด และไก่ รวมถึงสัตว์เลี้ยงตัวอื่นอื่น 

        และเหตุการณ์ที่ทำให้ไอ้ด่างกลายมาเป็นตำนานนั่นก็เพราะว่ามีอยู่วันหนึ่งมีแม่ลูกคู่หนึ่งท่าเรือมาในคลองดังกล่าวแล้วไอ้ด่างได้ทำการล่มเรือซึ่งทำให้แม่ปรับลงไปในน้ำและไอ้ด่างลากแม่ไปกินลูกชายที่เห็นเหตุการณ์เป็นไปตามพี่ชายให้มาช่วยกันปราบไอ้ด่างโดยใช้หอกแทงไปที่ตัวจระเข้จนมันได้รับบาดเจ็บแต่มันยังไม่ตายหลังจากนั้นมันขึ้นมาบนบกเพื่อมาพักรักษาตัวในระหว่างนั้นเองมีทหารเดินทางมาที่จังหวัดนครสวรรค์และเมื่อมาเจอตัวจระเข้ขนาดใหญ่ทางด้านทหารจึงได้มีการใช้อาวุธปืนยิงไปที่จระเข้ตัวดังกล่าวจนมันสิ้นชีพนับตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นตำนานของจังหวัดนครสวรรค์นั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  sagame

ตำนานรูปปั้นพระพูดได้ 

     สำหรับตำนานที่จะพูดถึงในครั้งนี้เป็นตำนานของพระพุทธรูปที่วัดศรีชุม ซึ่งที่นี่จะมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่มาก ซึ่งว่ากันว่าอาจจะมีการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้มาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  แต่ว่าเรื่องราวของพระพูดได้นั้นเกิดขึ้นในสมัยของกรุงศรีอยุธยาแทน 

      สำหรับเรื่องราวในครั้งนั้น เกิดขึ้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช   ต้องพาทหารเป็นจำนวนมากไปปราบกบฏ ซึ่งการรบในครั้งนั้นเป็นการรบราฆ่าฟันกันระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ดังนั้นการไปออกรบในครั้งนั้นทำให้มีทหารจำนวนไม่น้อย ที่รู้สึกระเหี่ยใจ ไม่อยากไปรบเพราะไม่อยากฆ่าคนไทยด้วยกันเองนั่นเอง 

   ดังนั้นก่อนที่จะออกไปรบกับกลุ่มที่ก่อกบฏ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงได้เรียกทหารมาชุมนุมกันที่หน้าองค์พระพุทธรูปที่วัดศรีชุมนี้ เพื่อเป็นการบอกเล่าแผนการที่จะเข้าไปโจมตีข้าศึกว่าจะต้องมีขั้นตอนอย่างไร และยังให้เหล่าทหารทั้งหลายได้มาขอพระกับพระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจก่อนที่จะไปออกรบในครั้งนั้นด้วย 

    ซึ่งในขณะที่เหล่าทหารพากันไหว้พระพุทธรูปนั้น ก็ได้มีการเสี่ยงทาย ออกมาว่าการไปออกรบในครั้งนี้สมควรทำหรือไม่ เพื่อเป็นการกระตุ้นความรู้สึกให้กับเหล่าทหารทั้งหลายและก็มีปราฎิหาริย์เกิดขึ้น เมื่ออยู่ๆ รูปปั้นของพระพุทธรูปก็ได้มีเสียงพูดออกมา ประมาณว่า การที่เหล่าทหารเหล่านี้จะไปออกรบกับกลุ่มกบฏที่สวรรคโลกนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ทำให้ทหารทุกคนที่ได้ยินเสียงของพระพุทธรูปพูดออกมานั้น เกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่พวกเขากำลังไปทำนั้น แท้จริงแล้วเป็นบัญชามาจากสรวงสวรรค์นั่นเอง 

      เมื่อเกิดความมั่นใจ เหล่าทหารทุกคนจึงไปออกรบอย่างกล้าหาญและนำชัยชนะกลับมา  และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเรื่องราวของพระพุทธรูปพูดได้ก็มีการลือกันกระฉ่อนว่า พระพุทธรูปที่วัดศรีชุมนั้นพูดได้  และนอกจากนี้ ณ บริเวณที่หน้าพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงกลายมาเป็นสถานที่ในการถวายสัตย์พิพัฒน์สัตยา  ซี่งจะเป็นพิธีสาบานตนว่าจะไม่ว่าทรยศพระมหากษัตย์นั่นเอง

        สำหรับเรื่องนี้ภายหลังนั้น มีการออกมาเฉลยกันว่า แท้ที่จริงแล้วพระพุทธรูปไม่ได้พูดได้ แต่นั่นเป็นแผนการของสมเด็จพระนเรศวรที่อยากจะให้กำลังเหล่าทหารให้มีขวัญกำลังใจที่ดีในการไปออกรบ จึงได้ให้ทหารคนหนึ่งไปทางด้านหลังองค์พระ ซึ่งทางด้านหลังนั้นจะมีทางเข้าเป็นซอกเล็กๆที่สามารถเดินเข้าไปในซอกขององค์พระได้แล้วให้พูดออกมา ทำให้ทหารที่อยู่ตรงนั้นได้ยินเสียงเหมือนว่าพระพูด แต่แท้ที่จริงก็เป็นเสียงทหารที่ถูกสมเด็จพระนเรศวรเตรียมเอาไว้พูดนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

ตำนานวัดมะกอก

           สำหรับวัดมะกอกนั้นอยู่ในเขตพื้นที่ราชเทวี ตรงบริเวณถนนพญาไทที่นั่งจะมีวัดเล็กๆวัดหนึ่งที่ชื่อว่าวัดมะกอก เพิ่งมาถึงนี้เป็นวัดที่เก่าแก่มานานแล้วหลายร้อยปีปัจจุบันวัดแห่งนี้มีการเรียกชื่อใหม่โดยใช้ชื่อว่าวัดอภัยทายาราม สำหรับการก่อสร้างวัดแห่งนี้นั้นไม่ได้มีหลักฐานที่แน่นอนชัดเจนมีเพียงแค่หลักศิลาจารึกเท่านั้นซึ่งมีการระบุเอาไว้ว่ามีการสร้างไว้มามากกว่า 200 ปีแล้ว

สำหรับวัดมะกอกนั้นเป็นวัดเล็กเล็กที่เกิดจากการที่พระสงฆ์มารวมตัวกันช่วยกันสร้างวัดขึ้นมา จังหวัดไหนเป็นวัดที่เกิดขึ้นในช่วงของพระเจ้าตากสินในช่วงแรกนั้นวัดแห่งนี้ไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนักและเป็นวัดไม่ค่อยมีความเจริญรุ่งเรืองจนเมื่อพระยาเหม็นซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าตากสินมาพบเข้าจึงได้มีการสั่งให้มีการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่และตั้งชื่อใหม่ว่าวัดอภัยทายาราม

มีตำนานเล่าถึงการชราคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านต่างก็พากันเชื่อว่าเป็นวิญญาณที่อาศัยอยู่ภายในวัดโดยมีการตั้งชื่อเอาไว้ว่าลุงเชยโดยมีเรื่องเล่าจากเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งได้มีการนำดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาลุงเชยในศาลาพร้อมทั้งเล่าให้ชาวบ้านฟังว่าสาเหตุที่พวกเขาต้องนำดอกไม้มากราบไหว้ลุงเชยนั้นก็เพราะว่าก่อนหน้านั้น 2-3 วัน

พวกเขาเข้ามาภายในบริเวณวัดและเนื่องจากว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นจึงมีการพูดจาหยอกล้อและพูดจาไม่ดีทำให้ตกมีช่วงเวลากลางคืนนั้นพวกเขาก็ฝันเหมือนกัน พวกเขาเดินเข้าไปในวัดแห่งหนึ่งและภายในวัดแห่งนั้นก็มีชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานใช้ชราคนดังกล่าวก็เดินเข้ามาที่กลุ่มวัยรุ่นด้วยใบหน้าที่ไม่พอใจพร้อมทั้งกับออกกลุ่มวัยรุ่นนั้นว่าพวกเขาพูดจาลบหลู่ชายชราหลังจากที่แก๊งวัยรุ่นนั้นตื่นขึ้นมา

จึงได้มีการพูดคุยกันและทำให้รู้ว่าทุกคนที่อยู่ในแก๊งและไปที่วัดดังกล่าวฝันเหมือนกันหมดทุกคน เด็กวัยรุ่นจึงได้พากันนำดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาลุงเชยซึ่งตามคำบอกเล่าของชาวบ้านบอกว่าลุงเชยนั้นเป็นร่างของชายชราที่ไม่เน่าเปื่อยถูกเก็บไว้ในโลงแก้วภายในศาลาในบริเวณวัดประกอบด้วยร่างของลุงเชยนั้นมีอายุเก่าแก่มากกว่าร้อยปีมาแล้ว

ซึ่งในครั้งแรกที่ชาวบ้านได้เห็นร่างของลุงเชยนั้นร่างของลุงเชยถูกจัดเก็บไว้ในโกดังหลังจากนั้นชาวบ้านจึงได้ช่วยกันนำมาใส่โลงแก้วเก็บเอาไว้และนำมาไว้ที่ศาลาภายในวัดแห่งนี้ และชาวบ้านต่างก็พากันมากราบไหว้ขอพรบนบานศาลกล่าวทางซึ่งก็ได้สมหวังทุกคนไป แต่ถ้าไม่ดีและพูดจาไม่ดีลุงเชยก็จะไปเข้าฝันเหมือนกับที่กลุ่มวัยรุ่นเจอแบบนี้นี่เอง

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทดลองเล่นสล็อต gclub

ความรักที่น่าสงสารของคลีโอพัตตราราชินีแห่งอียิป

โดยเรื่องราวในตำนานนั้นมีอยู่ว่า ในประเทศอียิปมีเมืองสองเหมือนที่เป็นเมืองเพื่อนบ้านที่สนิทกันพระราชาของทั้งสองเมืองตกลงกันว่าจะให้องค์ชายของเมืองเพื่อนบ้านให้ไปแต่งงานกับพระนางคลีโอพัตตราลูกสาวของพระราชา หลังจากนั้นเมื่อพระนางคลีโอพัตตราโตขึ้นก็ถึงเวลาที่อีกฝ่ายต้องส่งตัวผู้ชายที่จะให้พระนางคลีโอพัตตราแต่งงานด้วยในตอนแรกก่อนที่พระนางคลีโอพัตตราจะเจอกับผู้ชายที่นางต้องแต่งงานด้วย

นางก็ไม่พอใจที่นางต้องแต่งงานกับคนที่นางนั้นไม่รู้จักแต่ว่าเมื่อได้เห็นโฉมหน้าของคนที่นางต้องแต่งงานด้วยนางก็ตกหลุมรักเขาแรกพบทันที และผู้ชายคนนั้นก็ได้หลงรักพระนางคลีโอพัตตราแรกพบเหมือนกันค่ะ โดยทั้งสองนั้นก็ได้ตกลงที่จะแต่งงานกันทันที เช้าวันต่อมาทั้งสองนั้นก็ได้จัดงานแต่งงานที่ใหญ่โต

และอลังการทั้งสองนั้นรักกันเป็นอย่างมาก ไม่เคยนอกใจกันและกันเลยสักครั้ง แต่ว่าจริงจริงแล้วนั้นชายหนุ่มนั้นได้เคยมีภรรยาอยู่แล้วแต่ว่าเพราะเค้านั้นได้ตกหลุมรักพระนางคลีโอพัตตราแล้วเค้าจึงแต่งงานกับพระนางคลีโอพัตตราและไม่กลับไปหาภรรยาของเค้าอีกเลย หลังจากที่ภรรยาของชายหนุ่มได้รู้เรื่องเข้าว่าสามีของเธอนั้นไปแต่งงานของพระนางคลีโอพัตตราเธอก็โกรธเป็นอย่างมาก

เลยที่สามีของเธอนั้นไปแต่งงานกับหญิงอื่น ซึ้งเธอนั้นเป็นลูกสาวของเจ้าเมืองอีกคนค่ะ ซึ้งเธอจึงได้ไปขอร้องให้พ่อของเธอนั้นไปทำสงครามกับเมืองของพระนางคลีโอพัตตราค่ะ โดยพ่อของเธอนั้นก็ทำตามที่ลูกสาวของเขาบอก เขาได้ทำการทำสงครามครั้งใหญ่ และหลังจากนั้นพระสวามีของพระนางคลีโอพัตตราก็ได้ยินข่าวมาว่า รพะนางคลีโอพัตตรานั้นได้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว

เค้าเสียใจเป็นอย่างมากที่คนที่เค้ารักนั้นได้เสียชีวิตไปแล้วด้วยความเสียใจเค้าจึงได้นำดาบมาแทงที่หัวใจของตัวเองจนเค้าเสียชีวิตแต่หลังจากนั้นพระนางคลีโอก็ได้รู้ว่าสามีของนางเสียชีวิตแล้วนางจึงได้ฆ่าตัวจาย หวังจะไปเจอคนที่นางรักบนสรวงสวรรค์

และนี่ก็คือตำนานของพระนางคลีโอพัตตราค่ะ โดยตำนานนี้นั้นเป็นตำนานที่น่าเศร้ามาก ตำนานนี้ทำใฟ้คนเรานั้นรู้ว่า เราไม่ควรที่จะหลงเชื่อคนง่ายง่ายค่ะ เหมือนกับที่สามีของคลีโอโดนหลอกว่าพระนางคลีโอเสียชีวิตแล้วค่ะ

 

 

ขอขอบคุณ  sexybaccarat  ที่ให้การสนับสนุน