ตำนานวัดมะกอก

           สำหรับวัดมะกอกนั้นอยู่ในเขตพื้นที่ราชเทวี ตรงบริเวณถนนพญาไทที่นั่งจะมีวัดเล็กๆวัดหนึ่งที่ชื่อว่าวัดมะกอก เพิ่งมาถึงนี้เป็นวัดที่เก่าแก่มานานแล้วหลายร้อยปีปัจจุบันวัดแห่งนี้มีการเรียกชื่อใหม่โดยใช้ชื่อว่าวัดอภัยทายาราม สำหรับการก่อสร้างวัดแห่งนี้นั้นไม่ได้มีหลักฐานที่แน่นอนชัดเจนมีเพียงแค่หลักศิลาจารึกเท่านั้นซึ่งมีการระบุเอาไว้ว่ามีการสร้างไว้มามากกว่า 200 ปีแล้ว

สำหรับวัดมะกอกนั้นเป็นวัดเล็กเล็กที่เกิดจากการที่พระสงฆ์มารวมตัวกันช่วยกันสร้างวัดขึ้นมา จังหวัดไหนเป็นวัดที่เกิดขึ้นในช่วงของพระเจ้าตากสินในช่วงแรกนั้นวัดแห่งนี้ไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนักและเป็นวัดไม่ค่อยมีความเจริญรุ่งเรืองจนเมื่อพระยาเหม็นซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าตากสินมาพบเข้าจึงได้มีการสั่งให้มีการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่และตั้งชื่อใหม่ว่าวัดอภัยทายาราม

มีตำนานเล่าถึงการชราคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านต่างก็พากันเชื่อว่าเป็นวิญญาณที่อาศัยอยู่ภายในวัดโดยมีการตั้งชื่อเอาไว้ว่าลุงเชยโดยมีเรื่องเล่าจากเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งได้มีการนำดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาลุงเชยในศาลาพร้อมทั้งเล่าให้ชาวบ้านฟังว่าสาเหตุที่พวกเขาต้องนำดอกไม้มากราบไหว้ลุงเชยนั้นก็เพราะว่าก่อนหน้านั้น 2-3 วัน

พวกเขาเข้ามาภายในบริเวณวัดและเนื่องจากว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นจึงมีการพูดจาหยอกล้อและพูดจาไม่ดีทำให้ตกมีช่วงเวลากลางคืนนั้นพวกเขาก็ฝันเหมือนกัน พวกเขาเดินเข้าไปในวัดแห่งหนึ่งและภายในวัดแห่งนั้นก็มีชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานใช้ชราคนดังกล่าวก็เดินเข้ามาที่กลุ่มวัยรุ่นด้วยใบหน้าที่ไม่พอใจพร้อมทั้งกับออกกลุ่มวัยรุ่นนั้นว่าพวกเขาพูดจาลบหลู่ชายชราหลังจากที่แก๊งวัยรุ่นนั้นตื่นขึ้นมา

จึงได้มีการพูดคุยกันและทำให้รู้ว่าทุกคนที่อยู่ในแก๊งและไปที่วัดดังกล่าวฝันเหมือนกันหมดทุกคน เด็กวัยรุ่นจึงได้พากันนำดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาลุงเชยซึ่งตามคำบอกเล่าของชาวบ้านบอกว่าลุงเชยนั้นเป็นร่างของชายชราที่ไม่เน่าเปื่อยถูกเก็บไว้ในโลงแก้วภายในศาลาในบริเวณวัดประกอบด้วยร่างของลุงเชยนั้นมีอายุเก่าแก่มากกว่าร้อยปีมาแล้ว

ซึ่งในครั้งแรกที่ชาวบ้านได้เห็นร่างของลุงเชยนั้นร่างของลุงเชยถูกจัดเก็บไว้ในโกดังหลังจากนั้นชาวบ้านจึงได้ช่วยกันนำมาใส่โลงแก้วเก็บเอาไว้และนำมาไว้ที่ศาลาภายในวัดแห่งนี้ และชาวบ้านต่างก็พากันมากราบไหว้ขอพรบนบานศาลกล่าวทางซึ่งก็ได้สมหวังทุกคนไป แต่ถ้าไม่ดีและพูดจาไม่ดีลุงเชยก็จะไปเข้าฝันเหมือนกับที่กลุ่มวัยรุ่นเจอแบบนี้นี่เอง

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทดลองเล่นสล็อต gclub

ความรักที่น่าสงสารของคลีโอพัตตราราชินีแห่งอียิป

โดยเรื่องราวในตำนานนั้นมีอยู่ว่า ในประเทศอียิปมีเมืองสองเหมือนที่เป็นเมืองเพื่อนบ้านที่สนิทกันพระราชาของทั้งสองเมืองตกลงกันว่าจะให้องค์ชายของเมืองเพื่อนบ้านให้ไปแต่งงานกับพระนางคลีโอพัตตราลูกสาวของพระราชา หลังจากนั้นเมื่อพระนางคลีโอพัตตราโตขึ้นก็ถึงเวลาที่อีกฝ่ายต้องส่งตัวผู้ชายที่จะให้พระนางคลีโอพัตตราแต่งงานด้วยในตอนแรกก่อนที่พระนางคลีโอพัตตราจะเจอกับผู้ชายที่นางต้องแต่งงานด้วย

นางก็ไม่พอใจที่นางต้องแต่งงานกับคนที่นางนั้นไม่รู้จักแต่ว่าเมื่อได้เห็นโฉมหน้าของคนที่นางต้องแต่งงานด้วยนางก็ตกหลุมรักเขาแรกพบทันที และผู้ชายคนนั้นก็ได้หลงรักพระนางคลีโอพัตตราแรกพบเหมือนกันค่ะ โดยทั้งสองนั้นก็ได้ตกลงที่จะแต่งงานกันทันที เช้าวันต่อมาทั้งสองนั้นก็ได้จัดงานแต่งงานที่ใหญ่โต

และอลังการทั้งสองนั้นรักกันเป็นอย่างมาก ไม่เคยนอกใจกันและกันเลยสักครั้ง แต่ว่าจริงจริงแล้วนั้นชายหนุ่มนั้นได้เคยมีภรรยาอยู่แล้วแต่ว่าเพราะเค้านั้นได้ตกหลุมรักพระนางคลีโอพัตตราแล้วเค้าจึงแต่งงานกับพระนางคลีโอพัตตราและไม่กลับไปหาภรรยาของเค้าอีกเลย หลังจากที่ภรรยาของชายหนุ่มได้รู้เรื่องเข้าว่าสามีของเธอนั้นไปแต่งงานของพระนางคลีโอพัตตราเธอก็โกรธเป็นอย่างมาก

เลยที่สามีของเธอนั้นไปแต่งงานกับหญิงอื่น ซึ้งเธอนั้นเป็นลูกสาวของเจ้าเมืองอีกคนค่ะ ซึ้งเธอจึงได้ไปขอร้องให้พ่อของเธอนั้นไปทำสงครามกับเมืองของพระนางคลีโอพัตตราค่ะ โดยพ่อของเธอนั้นก็ทำตามที่ลูกสาวของเขาบอก เขาได้ทำการทำสงครามครั้งใหญ่ และหลังจากนั้นพระสวามีของพระนางคลีโอพัตตราก็ได้ยินข่าวมาว่า รพะนางคลีโอพัตตรานั้นได้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว

เค้าเสียใจเป็นอย่างมากที่คนที่เค้ารักนั้นได้เสียชีวิตไปแล้วด้วยความเสียใจเค้าจึงได้นำดาบมาแทงที่หัวใจของตัวเองจนเค้าเสียชีวิตแต่หลังจากนั้นพระนางคลีโอก็ได้รู้ว่าสามีของนางเสียชีวิตแล้วนางจึงได้ฆ่าตัวจาย หวังจะไปเจอคนที่นางรักบนสรวงสวรรค์

และนี่ก็คือตำนานของพระนางคลีโอพัตตราค่ะ โดยตำนานนี้นั้นเป็นตำนานที่น่าเศร้ามาก ตำนานนี้ทำใฟ้คนเรานั้นรู้ว่า เราไม่ควรที่จะหลงเชื่อคนง่ายง่ายค่ะ เหมือนกับที่สามีของคลีโอโดนหลอกว่าพระนางคลีโอเสียชีวิตแล้วค่ะ

 

 

ขอขอบคุณ  sexybaccarat  ที่ให้การสนับสนุน

ประวัติการรบด้วยปัญญาของหลวงปู่ทวด 

          ประวัติของหลวงปู่ทวดนั้นมีมากมายหลายอย่างด้วยกันซึ่งแน่นอนว่าหลวงปู่ทวดนั้นนอกจากจะมีตำนานที่เกี่ยวกับเรื่องของการเหยียบน้ำทะเลจืดแล้วยังมีการพูดถึงตำนานการลบด้วยธรรมะและสติปัญญาที่หลวงปู่ทวดมีอยู่ที่สามารถช่วยเหลือกรุงศรีอยุธยาไม่ให้เกิดตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองอื่นๆได้อีกด้วยซึ่งตำนานเล่าขานนั้นมีมาว่าในช่วงสมัยที่หลวงปู่ทวดนั้นอยู่ในยุคของพระเจ้าเอกาทศรถ

ซึ่งช่วงนั้นหลวงปู่ทวดได้มีชื่อเสียงโด่งดังเกี่ยวกับเรื่องของการเหยียบน้ำทะเลจืดมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วอีกทั้งยังมีความรอบรู้และมีสติปัญญาเกี่ยวกับเรื่องของธรรมะต่างๆอย่างคล่องแคล่วจนเป็นที่เลื่องลือและเป็นที่โปรดปรานของใครหลายๆคนอยู่มาวันหนึ่งมีเจ้าเมืองแห่งหนึ่งซึ่งชื่อว่าพระเจ้าวัฏฏคามณีซึ่งเป็นเจ้าเมืองที่ปกครองประเทศลังกาได้เดินทางมายังประเทศไทย

เพื่อหวังที่จะมีการแผ่อำนาจบารมีของตนเองและอยากได้กรุงศรีอยุธยาไปอยู่ใต้อาณัติให้ได้จึงได้   เจ้าเมืองลังกาจึงได้มีการสั่งทหารให้มีการนำทองคำออกมาตีให้มีความบางและเท่าขนาดกับใบมะขามหลังจากนั้นก็ให้มีการเขียนพระอภิธรรมซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 7 คัมภีร์ด้วยกันหรือประมาณ แปดหมื่นสี่พัน ตัว  หลังจากนั้นก็ให้นำมาที่ประเทศไทยมาฝากพระเอกาทศรถและได้มีการให้พราหมณ์

ซึ่งมีความรู้ความสามารถมากที่สุดในประเทศลังกาเดินทางมาด้วย 7 คนโดยมีคำสั่งว่าให้พราหมณ์ทั้ง 7 คนนั้นช่วยกันแสดงปาฐกถาธรรมรวมถึงตรวจสอบว่าคำถามที่พระองค์ทรงไปถามพระเอกาทศรถนั้นถูกต้องหรือไม่โดยมีการท้าพนันกันเอาไว้ว่าหากพระเอกาทศรถนั้นไม่สามารถที่จะเรียงเมล็ดทองคำที่ถูกตีเป็นใบมะขามได้ครบและอย่างถูกต้องภายใน 7 วันก็จะต้องยกกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศลังกา

ซึ่งพระเอกาทศรถเองก็ไม่ต้องการที่จะให้เสียศักดิ์ศรีจึงได้รับปากที่จะร่วมกันท้าพนันในครั้งนี้ด้วยดังนั้นพระเอกาทศรถเองจึงได้มีการประกาศหาคนที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเรื่องของพระธรรมคำสั่งสอนและคัมภีร์อัลกุรอานมาซึ่งในตอนแรกนั้นมีพระสงฆ์ที่มีความเก่งกาจสามารถมานับให้แต่ก็ไม่สามารถนับได้ครบถ้วนเมื่อผ่านไป 6 วันแล้วแต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถ ทำให้สำเร็จได้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นพระเอกาทศรถเองหรือแม้แต่พระสงฆ์รูปอื่นๆหรือประชาชนต่างก็เริ่มพากันหวาดกลัวว่ากรุงศรีอยุธยาจะตกเป็นเมืองขึ้น

อย่างไรก็ตามวันรุ่งขึ้นได้มีพระสงฆ์จากเมืองพัทลุงรูปหนึ่งได้เดินทางมาประวัติพระเอกาทศรถและเสนอชื่อของหลวงปู่ทวดให้มาปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ซึ่งพระเอกาทศรถนั้นก็ได้เคยได้ยินชื่อเสียงของหลวงปู่ทวดมาบ้างจึงยินยอมให้หลวงปู่ทวดนั้นมาช่วยกันคัดคัมภีร์ซึ่งหลวงปู่ทวดใช้เวลาไม่ถึง 1 วันก็สามารถคัดคัมภีร์ได้เสร็จและถูกต้องทำให้เหตุการณ์ในครั้งนั้นประเทศไทยไม่เสียกรุงศรีอยุธยาไปเป็นเมืองขึ้นให้กับประเทศลังกานั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เวปยูฟ่าเบท

ตำนานผีกุ๊กกู๋

 เกี่ยวกับเรื่องของพี่กุ๊กกู๋นั้นเราอาจจะไม่ค่อยเคยได้ยินกันมากนักเพราะไม่ใช่ผีที่อยู่ในพื้นที่ของประเทศไทยแต่พี่กุ๊กกู๋นั้นคือผีที่มีการเล่าขานกันมาในประเทศลาวซึ่งเรื่องราวของผีกุ๊กกู๋นั้นก็ดังไกลไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียวเคยมีการเขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผีต่างๆของประเทศลาวตีแผ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและหนึ่งในผีที่น่าสนใจนั่นก็คือผี กุ๊กกู๋ นั่นเอง

สำหรับเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีกุ๊กกู๋ นั้นมีมากมายหลายเรื่องแต่ลักษณะเด่นของผีกุ๊กกู๋นั่นก็คือไม่เคยมีใครเห็นรูปร่างที่แท้จริงของมัน ลักษณะของผีกุ๊กกู๋นั้นจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าผีกุ๊กอยู่นั้นไปฆ่าใครมันก็จะเลียนแบบลักษณะรูปร่างหน้าตาของคนคนนั้นนั่นเองว่ากันว่าผีกุ๊กกู๋นั้นมักจะอยู่อาศัยภายในป่าทึบแต่ถ้าหากใครก็ตามที่หลงเข้าไปในถิ่นของผีกุ๊กกู๋มันก็จะสังหารทันที

แต่ถ้าเกิดว่ามันไม่สามารถสร้างอาหารได้เหยื่อสามารถหนีรอดออกจากมันได้มันก็จะตามไปสังหารถึงที่บ้านเลยทีเดียวซึ่งลักษณะของการฆ่าของผีกุ๊กกู๋นั้นมันจะฆ่าเหยื่อไม่ซ้ำกันขึ้นอยู่กับว่ามันอยากจะให้เหยื่อของมันนั้นตายในรูปแบบไหนนั่นเอง  มีเรื่องเล่ากันว่ามีชายคนหนึ่งหลงเข้าไปในป่า

ซึ่งเป็นถิ่นของผีกุ๊กกู๋มันพยายามที่จะฆ่าชายคนดังกล่าวแต่ว่าชายคนนั้นสามารถหนีรอดออกจากป่าที่ผีกุ๊กกู๋อยู่ได้มันจึงตามชายคนดังกล่าวนั้นไปถึงที่บ้านโดยชาวบ้านบอกว่าหลังจากที่ชายคนดังกล่าวนั้นกลับไปถึงที่บ้านเขาก็พักผ่อนเข้าบ้านนอนแต่ตื่นเช้าขึ้นมาชาวบ้านกลับพบว่าชายคนดังกล่าวนั้นถูกฆ่าตาย

โดยวิธีการที่สุดแสนจะทรมานเพราะเขานั้นถูกฆ่าถลกหนังจนเสียชีวิตและอีกตำนานหนึ่งยังเล่าว่ามีหญิงสาวท้องแก่คนหนึ่งได้ไปเจอผีกุ๊กกู๋เข้า  ผีกุ๊กกู๋จึงตามไปฆ่าเธอและลูกของเธอหลังจากนั้นก็สิงร่างเด็กทารกที่อยู่ในท้องแล้วนำวิญญาณของเด็กทารกนั้นไปไว้ในป่าที่เป็นที่อยู่ของผีกุ๊กกู๋ซึ่งถ้าหากใครอยากจะไปช่วยวิญญาณของเด็กทารกนั้นก็จะถูกผีกุ๊กกู๋ทำร้ายจนถึงแก่ความตาย

และว่ากันว่าหากผีกุ๊กกู๋ฆ่าใครแล้วก็วิญญาณของคนคนนั้นก็จะกลายมาเป็นวิญญาณร้ายของผีกุ๊กกู๋นั่นเอง สำหรับความเชื่อและความน่ากลัวของผีกุ๊กกู๋นั้นยังคงมีการพูดถึงกันมาจนถึงปัจจุบันแต่อย่างไรก็ตามได้มีการพูดถึงเรื่องของการปราบวิญญาณของผีกุ๊กกู๋ วิญญาณของพี่กุ๊กกู๋นั้น

ตอนนี้ถูกพระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์สามารถปราบไม่ให้มันไปทำร้ายใครได้อีกแล้วดังนั้นปัจจุบันเรื่องเล่าของผีกุ๊กกู๋จึงเป็นเพียงแค่ตำนานเท่านั้นและปัจจุบันนี้ไม่มีวิญญาณร้ายของผีกุ๊กกู๋คอยอาละวาดหลอกและค่าผู้คนอีกต่อไปแล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sa gaming vip ทดลอง เล่น

เจดีย์ ชเวซี่โกน

ตำนาน เจดีย์ ชเวซี่โกน

            เจดีย์ ชเวซี่โกน แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและมีความสวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เราหาชมความงดงามแบบนี้ได้ยากในประเทศพม่าเป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นเจดีย์ที่มีความใหญ่โตงดงามเป็นอย่างมากมีการสร้างมาอย่างเก่าแก่และยาวนานหนึ่งในความสวยงามของประเทศพม่าที่จะแนะนำนั่นก็คือเจดีย์ชเวซี่โกนซึ่งเจดีย์แห่งนี้เป็นที่เคารพนับถือทั้งชาวเมืองพม่าและชาวต่างประเทศรวมถึงประชาชนชาวไทยที่หักรายได้เดินทางไปเที่ยวประเทศพม่าแล้วก็จะต้องเดินทางไปกราบไหว้ขอพรที่วัดเจดีย์ชเวซี่โกนแห่งนี้ด้วยกัน

แทบทุกคนสำหรับที่วัดแห่งนี้นั้นมีชื่อเรียกว่าชเวซี่โกนโดยความหมายของการเรียกวัดแห่งนี้ด้วยเช่นนี้นั่นก็เพราะว่าเซอร์เวย์นั้นมีความหมายเปรียบดังได้เป็นทองคำซึ่งเมื่อนำคำแปลของชื่อวัดเจดีย์ชเวซี่โกนมาหาความหมายจึงแปลได้ความหมายว่าเจดีย์แห่งชัยชนะนั่นเองสำหรับเจดีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์พระองค์หนึ่งซึ่งพระองค์นั้นเป็นกษัตริย์ที่ปกครองมาในสมัยศตวรรษที่ 16 ถึงศตวรรษที่ 17 นั่น

ก็คือพระเจ้าอโนรธามังช่อแต่ว่าการสร้างวัดเจดีย์ชเวซี่โกนแห่งนี้ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างค่อนข้างนานกว่าจะแล้วเสร็จก็มาถึงในการปกครองของรัชสมัยของพระเจ้าจานสิตาซึ่งเป็นระยะเวลามากกว่า 960 ปีมาแล้ววัดแห่งนี้เป็นวัดอยู่ในเมืองยอดอู ซึ่งเมืองนี้ก็อยู่ใกล้ๆกันกับเมืองพุกามนั่นเองสำหรับเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่มีความสวยงามเป็นเจดีย์ต้นแดดที่ชาวเมืองพม่านั้น

มีการสร้างขึ้นเอาไว้ตัวเจดีย์นั้นเป็นสีทองเหลืองอร่ามทั้งหมดและมีการสร้างช่อถักล้อมรอบเจดีย์อีกด้วยว่ากันว่าเจดีย์แห่งนี้ค่อนข้างที่จะทรุดโทรมและต้องบูรณะซ่อมแซมบ่อยเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าทุกครั้งที่มีการเกิดแผ่นดินไหวหรือมีการเกิดภัยพิบัติอะไรเจดีย์แห่งนี้ก็จะมีการทรุดโทรมและได้รับความเสียหายอยู่บ่อยครั้งทำให้ต้องถูกบูรณะซ่อมแซมอยู่เรื่อยๆนั่นเอง

ซึ่งมีการเปิดเผยออกมาว่าในครั้งล่าสุดที่มีการซ่อมแซมเจดีย์ตรีโกณแห่งนี้ช่างที่เป็นผู้ซ่อมแซมแห่งนี้ได้ให้ข้อมูลว่าพวกเขาต้องใช้แผ่นทองแดงมากกว่า 30,000 เลยทีเดียวในการที่จะมาซ่อมแซมเจดีย์ชเวซี่โกนแห่งนี้ และสำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุผลว่าทำไมตรงบริเวณนี้ถึงถูกนำมาสร้างเป็นเจดีย์ชเวซี่โกนงั้นก็เพราะว่ามี ตำนานการสร้างเจดีย์แห่งนี้ว่ากันว่าถูกกำหนดว่าจะต้องสร้างเจดีย์ชเวซี่โกนแห่งนี้

จากช้างเผือกตัวหนึ่ง ที่แบบพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า แต่งตัวดังกล่าวนั้นถูกปล่อยให้เดินไปเรื่อยๆจนในที่สุดมันก็เดินมาถึงจุดที่ตั้งของเจดีย์ในปัจจุบันนี้ นี่คือเหตุผลทำไมที่ดินผืนนี้จึงถูกสร้างเป็นเจดีย์ของวัดชเวซี่โกนนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub online ผ่านเว็บ

Starbucks

ตำนานหญิงสาว บนแก้ว “Starbucks” คือใครกันนะ เธอคือเงือกน้อยหรอ?

Starbucks

Starbucks เพื่อนๆหลายคนที่เข้าร้านกาแฟชื่อดังอย่าง “Starbucks” แล้วเพื่อนๆคงคุ้นตาเป็นแน่แท้ ที่บนแก้วของสตาบัคทุกแก้วจะมีหญิงสาวอยู่บนแก้วทุกใบและเธอคือใครกันนะ บางคนก็คิดว่าเธอเป็นนางเงือกน้อยธรรมดาๆเท่านั้นแต่ความจริงนั้นไม่ใช่เลย เธอคือนางปีศาจร้าย นามว่า “Siren” หรือ “ไซเรน” นั้นเอง !! แล้วไซเรน คือใครกันละ แล้วเธอมาจากไหน เราไปดูตำนสนของ ไซเรน หญิงสาวที่หน้าตาคุ้นเคยของคนทั่วโลกกันเถอะ

แก้วสตาบัคนั้นเราจะเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่มาพร้อมกับกาแฟแก้วโปรดของคุณเสมอ เพื่อนๆรู้หรือไม่ว่าเธอนั้นปีศาจแห่งท้องทะเลนะ แต่ทำไมกันสตาบัคถึงเลือกเธอมาเป็นสัญลักษณ์ในการขายกาแฟแบบนี้ นั้นเป็นเพราะสตาบัคเลือกไซเรน จากการที่ไซเรนเป็นปีศาจร้านที่ค่อยขโมยหัวใจให้นักเดินทางท้องทะเลนั้นหลงรักหรือหลงใหลในเธอจากเสียงเพลงที่เธอขับร้องนั้นเอง

และเพราะเหตุนี้เราถึงรู้แล้วว่าทำไมสตาบัคถึงเลือก ไซเรน มาเป็นหน้าเป็นตาในกาแฟของเค้า เพราะความเป็นทะเลที่เกี่ยวกับน้ำและ ความเซ็กซี่ของไซเรนที่ ใครพบเจอก็ต้องหลงรักนั้นเอง และตั้งแต่ที่สตาบัคเริ่มต้นกิจการขึ้นมา ก็เลือกที่จะให้มีไซเรนอยู่บนแก้วกาแฟตลอดมาจนปัจจุบัน

ซึงมีการปรับเปลี่ยนไซเรนไปบาง หลังจากกาแฟเริ่มดังและเป็นที่รู้จักเพราะว่าไซเรนเวอร์ชั่นแรกนั้น สตาบัคออกแบบให้ไซเรนนั้นมีรูปร่างน่าหลงใหล และเห็นหน้าอกชัดเจนนั้นเอง และพอเริ่มเป็นที่รู้จัก จึงเลือกที่จะออกแบบไซเรนใหม่โดยไม่ให้เห็นหน้าอกอีกต่อไป จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ไซเรนไม่เห็นในส่วนของอวัยวะเพศอีกต่อไป เพียงแค่เห็นว่าไซเรนนั้นมี 2 หางเท่านั้น

แต่ความเป็นจริงของตัวปีศาจไซเรนนั้น จะมีรูปลักษณ์สวยงาม หุ่นดี จับหางทั้ง 2 ข้างของเธอแยกออกและมีใบหน้าน่าหลงใหลนั้นเอง ซึ่งนั้นเป็นเพราะปีศาจไซเรนต้องการยั่วยวนนักเดินทางในทะเลหรือมหาสมุทรนั้นเอง ซึ่งนั้นเองก็เลยทำให้สตาบัคตัดสินใจออกแบบไซเรนให้ดูไม่ยั่วยวนจนเกินไป

ซึ่งความเป็นมาของไซเรนมีมาช้านานแล้ว เธอเป็นปีศาจสาวที่อยู่ในท้องทะเล ซึ่งคนบางคนก็เรียกเธอว่าเป็นนางเงือกสาว ที่ถูกตัดหางออกเป็นสองส่วน ซ้ายและขวา และไม่ว่าใครก็ตามที่เดินทางในทะเลหรือมหาสมุทรมักจะได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะ และหลงใหลเธอทั้งนั้น ใครจะไปคิดว่า สตาบัตจะนำปีศาจที่แสนจะมีเสน่ห์และยั่วยวน

ดูเซ็กซี่อย่างไซเรนมาเป็นสัญลักษณ์ได้ แถมเป็นแก้วกาแฟที่หลายคนคุ้นเคย เพราะดังไปทั่วโลก ไม่มีใครไม่รู้จักเธอแน่นอน

 

 

สนับสนุนโดย   UFABET เว็บตรง

ตำนานบั้งไฟพญานาค

ตำนานบั้งไฟพญานาค

ตำนานบั้งไฟพญานาค

      ตำนานบั้งไฟพญานาค เรื่องราวของบั้งไฟพญานาคนั้นเป็นเรื่องราวที่ยังคงมีความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีความเชื่อกันอยู่ซึ่งในทุกๆปีนี้ผู้คนจากทั่วทุกจังหวัดต่างๆก็จะพากันหลั่งไหลเดินทางไปที่จังหวัดหนองคายเพื่อไปดูบั้งไฟพญานาคซึ่งเราจะเห็นเป็นประจำทุกปีโดยจะเกิดขึ้นที่บริเวณริมแม่น้ำโขงหลายคนเคยพยายามลองพิสูจน์แล้วว่าแท้ที่จริงแล้ว

ลูกไฟที่เรามองเห็นว่าถูกพ่นออกมาจากน้ำขึ้นไปบนฟ้านั้นเป็นฝีมือของมนุษย์หรือไม่แต่ไม่เคยมีใครสามารถพิสูจน์ได้เลยว่าเป็นการกระทำของมนุษย์โดยเราจะเห็นบั้งไฟพญานาคหรือลูกไฟพญานาคนั้นเกิดขึ้นทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 โดยจะเกิดขึ้นทุกปีและจะมีรูปไฟเป็นจำนวนมากในแต่ละปีนิทานชาวบ้านในเขตจังหวัดหนองคายนั้น

ต่างก็เชื่อกันว่าลูกไฟที่ขึ้นมาจากน้ำนั้นเป็นการที่พญานาคนั้นพ่นรูปไฟขึ้นมาเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโดยมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องของลูกไฟพญานาคหรือบั้งไฟพญานาคนี้ว่าในสมัยโบราณนั้นที่บริเวณแม่น้ำโขงนั้นมีสัตว์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าพญานาคซึ่งแต่เดิมนั้นพญานาคมีนิสัยดุร้ายแต่เมื่อพระพุทธเจ้านั้นรู้เรื่องราวของพญานาคจึงได้เดินทางมาโปรดสัตว์ด้วยการสั่งสอนพระธรรมเทศนาทำให้พญานาคนั้นเข้าใจในรสพระธรรมและต้องการที่จะออกบวชเป็นพระสงฆ์เหมือนกับพระพุทธเจ้าแต่อย่างไรก็ตามพญานาคนั้นไม่สามารถที่จะบวชได้

เนื่องจากว่าพญานาคนั้นแท้ที่จริงก็คือสัตว์ชนิดหนึ่งดังนั้นตามกฎของการบวชเป็นพระสงฆ์แล้วอาจจะไม่สามารถบวชได้พระพุทธเจ้าจึงได้ทำได้เพียงแค่บวชให้เป็นนาคได้เพียงเท่านั้นซึ่งพระญานาคเองก็ได้แสดงตนเป็นพุทธมามกะโดยจะคอยเฝ้าติดตาม ปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธเจ้าได้มีการสั่งสอนซึ่งในทุกๆปีนั้นพระพุทธเจ้ามีกิจที่จะต้องขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อที่จะไปเทศนาพระธรรมให้กับพระมารดาที่อยู่บนสรวงสวรรค์ได้ฟังโดยทุกครั้งที่ขึ้นไปนั้นก็จะขึ้นไปเป็นระยะเวลานาน

และเมื่อพระพุทธเจ้าต้องเสด็จลงมาที่โลกมนุษย์เราเทวดาทั้งหลายก็จะมีการสร้างบันไดซึ่งเป็นบันไดแก้วบันไดเงินแล้วก็บันไดทองเพื่อให้พระพุทธเจ้านั้นเดินลงมายังโลกมนุษย์ได้โดยทุกปีที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จกลับลงมาที่โลกมนุษย์นั้นก็จะตรงกับวันออกพรรษาซึ่งจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11

ซึ่งวันดังกล่าวนั้นประชาชนที่เป็นคนในโลกมนุษย์จะพากันทำบุญตักบาตร ส่วนทางด้านพญานาคนั้นก็จะมาพ่นไฟที่ริมแม่น้ำโขง เพื่อเป็นการแสดงความยินดีที่พระพุทธเจ้านั้นได้เสด็จลงมาจากสวรรค์แล้วนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  sexybaccarat

ผีสะพานพระราม 7

ตํานานผีสะพานพระราม 7

ผีสะพานพระราม 7 เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 9 ปีก่อนฉันกับเพื่อนอยู่ต่างจังหวัดและเข้ามาหาโรงเรียนในกรุงเทพฯและที่นี่เป็นที่ที่เพื่อนผู้ชายของเราจะมาหาเราเกือบทุกวัน ผู้ชายนั้นมีอยู่ 2 คน เพื่อนผู้หญิงมีอยู่ 4 คนฉันกับเพื่อนๆตัดสินใจว่าจะไปตกปลากันที่สะพานพระราม 7 ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 2ทุ่ม พอฉันไปรับเพื่อนๆเสร็จแล้วหันมาดูนาฬิกาอีกทีก็ปาไป 4 ทุ่มกว่าแล้วฉันกับเพื่อนที่ขับรถไปที่สะพานพระราม 7  แล้ว

มีคนเล่าขานกันมาว่าแถวนี้มีโจรเต็มไปหมดถ้าโดนขโมยของแน่นอนว่ามันต้องกลับมาอีก เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าระหว่างที่ทำฉันตกปลาฉันไม่ได้สักตัวแต่เพื่อนของฉันได้เต็มเลย เล่นกันไปเล่นกันมาจนถึง ตี2 ฉันกับเพื่อนๆกำลังจะกลับหอนอนฉันลอดสะพานมาได้แป๊บเดียว ฉันและเพื่อนๆก็ได้ยินเสียงหมาเห่าหอนการไปมาเพื่อนของฉันคนหนึ่งเป็นคนที่กลัวผีมากแกขาสั้นและถามฉันว่าทำยังไงดีหมามันหอนต้องเกิดเรื่องไม่ดีแน่ๆ ฉันจึงรีบบอกเพื่อนฉันว่า “ดูพูดเข้าอัปมงคลนะ”เพื่อนของฉันจึงเลิกพูด และหมาเห่าหอนเสียงดังอีก

ฉันและเพื่อนๆวิ่งกันจนไปถึงหน้าวัดตรงกันข้ามเป็นโรงเรียนที่ปิดมานานแล้วจนถึง 15 ปีไม่ก็ไม่เปิดสักที ตอนนั้นมันมืดมากและไฟข้างทางก็ดับ แล้วเพื่อนผู้หญิงของฉันคนนึงก็ถามว่า “นี้แกเห็นผู้ชายคนนั่นไมทำไมถึงสูงจัง”ฉันก็ตอบไปว่า “ก็ไม่ได้สูงมากเท่าไรแค่ประมาณ เท่าฉัน” แล้วเพื่อนผู้หญิงเป็นคนเดียวที่ถามคำถามฉัน

ก็ไปถามเพื่อนอีกสองคนที่เป็นผู้หญิงว่า “เห็นผู้ชายตรงนั่นไม” “ตรงไหนหรอหรือเป็นคนที่นั่งตรงมานั่ง” “เปล่าคนที่ยืนอยู่ใกล้ต้นกล้วยนั่นไง” “ไหนอ่ะทำไมฉันไม่เห็น”เพื่อนผู้หญิง 2 คนบอก เดินต่อไปประมาณ 20   ก้าวพอไปถึงเสียงพูดของพวกเราก็หยุดลง เพื่อน 2 คนของฉันพูดว่า “เห็นแล้วไม่ต้องบอกแล้วยิ่งจะทำให้กลัวเข้าไปใหญ่ ฉันพูดออกมาดังๆว่า “นั่นไม่ใช่คนแน่ๆ” หลังจากที่ฉันพูดเสร็จชายคนนั้นก็เดินไปที่ต้นไม้ต้นใหญ่ต้นใหญ่ต้นหนึ่งมีป้ายที่ใหญ่มากๆบังอยู่หลังจากนั้นเขาก็หายวับไปกับตา

ทันทีเพื่อนๆตกใจมากและฉันก็กลัวมากๆด้วย และฉันก็เหลือบไปเห็น ว่า ชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งคนเดียวฉันเดินเข้าไปใกล้ๆและรู้ว่าชายชราคนนั้นเมาและหลับไปไม่ได้เสียชีวิตอย่างที่เพื่อนของฉันคิด  ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรฉันเดินไปที่ต้นไม้ที่ชายคนนั้นหายไปฉันเดินไปเดินมาอยู่หลายรอบแต่ก็ไม่พบเจออะไรแต่พอกินได้สัก 5 รอบฉันกับเพื่อนๆของฉันก็เห็นว่ามีชายผู้หนึ่งสูง มากๆ  กำลังเล่นไวโอลิน อยู่ตรงสะพานพระราม 7 คนเดียวฉันเดินเข้าไปใกล้ๆแต่เพื่อนของฉันก็ดึงฉันกลับมาแล้วพูดว่า “คนอะไรถึงมาเล่นไวโอลีนดึกดื่นป่านนี้แถมยังมาคนเดียวด้วย”

ฉันก็สงสัยและเริ่มกลัวขึ้นมาเหมือนกันฉันรีบวิ่งกลับไปที่บ้านฉันนอนกอด สร้อยพระของฉันจนวันต่อมาฉันได้เล่าเรื่องนี้ให้กับแม่ฟัง ว่า “แม่เมื่อคืนน่ะหนูเจอเรื่องประหลาดประหลาดจะเล่าให้แม่ฟังแต่แม่ต้องช่วยหนูนะ”ฉันเริ่มเล่าให้แม่ฟังฉันเล่าไปเรื่อยๆจนจบแม่ของฉันแนะนำว่าให้สวดแผ่เมตตาให้เขาแล้วบอกว่าอย่าได้หลอกกันอีกเลยพอฉันทำตามที่แม่บอกก็ไม่มีเรื่องนี้ เกิดขึ้นกัน

 

 

สนับสนุนโดย  ufabet

ตำนานสุนักจิ้งจอก

ตำนานสุนักจิ้งจอกคิตสึเนะ

ตำนานสุนักจิ้งจอก ปีศาจจิ้งจอกหรือตำนานสุนัขจิ้งจอก 9 หางเป็นปีศาจและเป็นเรื่องเล่าจากประเทศญี่ปุ่นวิชาการว่าจิ้งจอกนั้นถ้าเกิดว่ามันมีอายุเกิน 100 ปีขึ้นไปจะทำให้จิ้งจอกมีหางมากถึง 9 หางขึ้นไปและเมื่อมีหางถึง 9 หางมันก็จะมีพลังมากความสามารถแปลงร่างกายเป็นอะไรก็ได้ ในตอนแรกอย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่าจิ้งจอก จะมีเพียง 1 ครั้งซึ่งส่วนใหญ่จะมีขนเป็นสีน้ำตาลทุกๆ 100 ปีหางของจิ้งจอกจะมีเพิ่มขึ้นทีละ 5 ครั้ง

เมื่อมันมีหางถึง 9 หางขนของมันจากที่เคยเป็นสีน้ำตาลก็จะกลายเป็นคนที่มีสีขาวดุจหิมะ ทีก็เป็นทองส่องแสงระยิบระยับ ถ้าเกิดว่าสุนัขจิ้งจอกมีหางถึง 9 หางแล้วมันจะสามารถที่จะอ่านใจมนุษย์ได้ว่ามนุษย์คิดอย่างไรอยู่และ

ต้องการอะไรกันแน่ เวลาที่เราจิ้งจอกเก้าหางกลายร่างเป็นมนุษย์มันก็จะยืน 2 ขาพูดและมีลักษณะเหมือนคนจริงๆเลยที่แปลว่าแทบจะไม่สามารถพี่จะจับได้ว่าคนที่มาคุยด้วยอยู่นั้นเป็นจิ้งจอกเก้าหางหรือเป็นคนธรรมดากันแน่ ซึ่งถ้าพูดถึงเวลาที่จิ้งจอกเก้าหางแปลงร่างเป็นมนุษย์เวลามันแปลงร่างเป็นหญิงสาวก็จะเป็นสาวที่หน้าตาสวยคิ้วคมตาเรียวยาวเหมือนกับสุนัขจิ้งจอกซึ่งเรียกได้ว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของหนุ่มมนุษย์ทั้งหลายแต่ถ้าเกิดว่าจิ้งจอกตัวไหนแปลงร่างเป็นผู้ชายก็จะเป็นขวัญใจของสาวๆทั้งหลายเรื่องจากทุกครั้งที่มันแต่งกายมันจะหน้าตาสวยเพิ่มขึ้นทุกๆครั้ง

ซึ่งถ้าเกิดว่ามีจิ้งจอกตัวไหนถูกจับได้จากมนุษย์ว่าตัวเองเป็นปีศาจจิ้งจอกปีศาจจิ้งจอกตัวนั้นจะถูกขับไล่ออกจากฝูงจะถูกเนรเทศออกจากป่าและมันจะไม่สามารถที่จะกลับเข้าตระกูลจิ้งจอกเก้าหางได้อีกตลอดไป ซึ่งถ้าถามถึงจิ้งจอกเก้าหางที่ส่วนใหญ่จะแปลงร่างนั้นจะเป็นในร่างของผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยส่วนใหญ่จะพบในตอนกลางคืนซึ่งจะเดินอยู่ในป่าเพียงคนเดียว ซึ่งเคยมีเรื่องเล่าว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งเขาได้เดินเข้าไปในป่าและพบกับสุนัขจิ้งจอกซึ่งแปลงร่างเป็นหญิงสาวผู้งดงามเขาได้ตกหลุมรักจริงคนนั้นและถามเธอว่าทำไมถึงเข้ามาในป่าเป็นคนเดียวเส้นทางก็ไม่ตอบและหันหลังให้หลังจากนั้น

เขาจึงขอร้องให้เธอหันไปหาเขาและเมื่อเขาเห็นเธอก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกมนต์สะกดเนื่องจากใบหน้าของเธองดงามตระการตาและกระทั่งเสียงของเธอก็ยังเพราะหลังจากนั้นเขาจะถามอีกครั้งว่าทำไมมาอยู่ในป่าเพียงคนเดียวเธอจึงตอบว่าเธอต้องการที่จะกินของร้านนั้นร้านนี้ซึ่งชายคนใดพาไปสุดท้ายส่วนใหญ่เหล่าจิ้งจอกก็จะถูกจับได้โดยเฉพาะในเวลาเมามันจะเผลอปล่อยหางหรือปล่อยหูออกมาจนทุกคน

ก็จับได้ว่าที่แท้เป็นจิ้งจอกปลอมตัวมาแต่ถ้าพูดถึงตำนานความรักของจิ้งจอกที่สมหวังกับชายมนุษย์ก็มีอยู่จริงเพียงแต่มีไม่มากนักซึ่งจะมีเพียงแค่ครั้งเดียวและได้กลายเป็นตำนานญี่ปุ่นเกี่ยวกับความรักของสุนัขจิ้งจอกเก้าหางและชายหนุ่ม ที่ยึดมั่นและรักในใจเดียว 

 

 

ขอขอบคุณ  Gclub ผ่านเว็บ  ที่ให้การสนับสนุน

ตำนานผี

ตำนานผียายจันทร์

 

ตำนานผี ตำนานผียายจันทร์เป็นเรื่องเล่าขานกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของชาวจังหวัดนครสวรรค์ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จังนครสวรรค์นั้นในสมัยก่อนจะเป็นหมู่บ้านทุระกันดารมาก ไม่มีไฟฟ้ามีผู้คนอาศัยอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน ชาวบ้านในละแวกนั้นมีอาชีพหาปลาขาย บางคนก็ทำอาชีพขายไก่ แต่ก็มีบ้านอยู่หลังหนึ่งปลูกบ้านใหญ่โตพื้นที่กว้างขว้าง ตั้งเด่นสง่าอยู่บริเวณหน้าปากซอย และได้ปลูกผลไม้ไว้เต็มบ้าน เจ้าของบ้านเป็นแค่ยายแก่คนหนึ่ง ก็คือยายจันทร์ ซี่งยายจันทร์จะอยู่คนเดียวไม่มีลูกมีหลาน ตอนเช้ายายจันทร์จะตื่นขึ้นมารดน้ำทำสวนดูแลผลไม้ว่าผลไม้ของแกนั้นหายมากน้อยเพียงไหนและวันๆหนึ่งยายจันทร์จะนั่งอยู่บนบ้านและนั่งมองสวนผลไม้ของตัวเอง

ตั้งแต่แกเสร็จงานจนถึงเวลาแกเข้านอน ชาวบ้านแถวนั้นจะเห็นแกนั่งเฝ้าของแกแบบนี้ทุกวันในช่วงเวลาที่แกเข้านอนนั้นก็มีชาวบ้านได้แอบปีนมาเก็บผลไม้ของแกทุกวัน ยายจันทร์ก็รู้ว่าผลไม้แกโดนขโมยทุกวัน แกก็ปล่อยให้พวกนั้นขโมยไป

จุดจบยายจันทร์

จนมาถึงวันที่ยายจันทร์ได้ตายลง ซึ่งแกไม่มีลูกหลานมาทำศพให้ก็มีพนักงานมาเก็บศพของยายจันทร์ และได้เล่าว่ายายจันทร์แกนอนตายบนกองเลือดข้างๆศพแกเขียนข้อความไว้ว่า สมบัติของกูห้ามใครแตะต้อง ลูกหลานห้ามมองมือไม้ห้ามจับ แม้ตอนกูตายเป็นผีกูก็จะมาเฝ้าสมบัติกู ไอ้อีตนใดห้ามมายุ้ง กูจะตามฆ่าหลอกหลอนทั้งโคตร เมื่อตอนยายจันทร์มีชีวิตอยู่นั้นไม่มีลูกหลานมาเยี่ยมยายจันทร์เลยนอกจากแกป่วยใกล้จะตายถึงจะเห็นหน้า และสมบัติของยายจันทร์นั้นจึงไม่ได้ยกให้ใครนอกจากแกเขียนข้อความไว้บนกระดาษเก่าใบหนึ่งว่า กูยายจันทร์เป็นเจ้าของที่ดิน มีลูกหลานเป็นสิบแต่ไม่เคยมาให้กูเห็นหน้าเมื่อกูตายไปสมบัติของกู กูจะดูแลเอง

ความเฮี้ยนของยายจันทร์

เมื่อยายจันทร์ได้เสียชีวิตไปแล้ว บ้านของแกได้ถูกปิดตายไว้สร้างความหวาดกลัวให้แกชาวบ้านแถวนั้น บางคนไปทำงานกลับบ้านมาตอนมืดและมองเข้าไปในบ้านของยายจันทร์จะเห็นยายจันทร์นั่งที่ต้นมะม่วงและชี้หน้าด่าว่าจะมาขโมยของแกใช่ไหม จนชาวบ้านแถวนั้นไม่กล้าเดินผ่านบ้านแก เวลาผ่านจะต้องวิ่งหรือเดินไวๆ จนมาถึงรุ่นที่มีรถรับจ้างเป็นซาเล้งคนขับซาเล้งเห็นบ้านยายจันทร์มีผลไม้มากมายจึงคิดที่จะเข้าไปขโมยหลังจากไปส่งคนงานที่อยู่เลยบ้านยายจันทร์ไปหน่อยขากลับจึงได้แวะ และปีนจะเข้าไปเก็บมะม่วงของยายจันทร์พอข้ามกำแพงไปได้ก็เจอยายจันทร์นั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วงแล้วร้องกรี๊ด

คนขับรถซาเล้งตกใจปีนกำแพงออกมาแต่หูของแกก็ได้ยินแต่เสียงร้องของยายจันทร์ และชาวบ้านได้ไปร้องเรียนผู้ใหญ่บ้านให้รื้อบ้านยายจันทร์ทิ้ง ซึ่งผู้ใหญ่ก็อยากได้ที่ของยายจันทร์อยู่แล้ว ก็คิดว่าการที่มีชาวบ้านมาร้องขอแบบนี้แกก็จะได้ทำการยึดบ้านยายจันทร์ไว้เอง และอยู่ผู้ใหญ่บ้านก็หายตัวไป ชาวบ้านช่วยกันตามหานานถึงสามอาทิตย์มาเจอศพผู้ใหญ่แขวนคอตายอยู่ตรงรั้วบ้านยายจันทร์

เรื่องความเฮี้ยนของยายจันทร์มีการเล่ากันต่อมาของคนในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ เพราะเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์