ความรักที่น่าสงสารของคลีโอพัตตราราชินีแห่งอียิป

โดยเรื่องราวในตำนานนั้นมีอยู่ว่า ในประเทศอียิปมีเมืองสองเหมือนที่เป็นเมืองเพื่อนบ้านที่สนิทกันพระราชาของทั้งสองเมืองตกลงกันว่าจะให้องค์ชายของเมืองเพื่อนบ้านให้ไปแต่งงานกับพระนางคลีโอพัตตราลูกสาวของพระราชา หลังจากนั้นเมื่อพระนางคลีโอพัตตราโตขึ้นก็ถึงเวลาที่อีกฝ่ายต้องส่งตัวผู้ชายที่จะให้พระนางคลีโอพัตตราแต่งงานด้วยในตอนแรกก่อนที่พระนางคลีโอพัตตราจะเจอกับผู้ชายที่นางต้องแต่งงานด้วย

นางก็ไม่พอใจที่นางต้องแต่งงานกับคนที่นางนั้นไม่รู้จักแต่ว่าเมื่อได้เห็นโฉมหน้าของคนที่นางต้องแต่งงานด้วยนางก็ตกหลุมรักเขาแรกพบทันที และผู้ชายคนนั้นก็ได้หลงรักพระนางคลีโอพัตตราแรกพบเหมือนกันค่ะ โดยทั้งสองนั้นก็ได้ตกลงที่จะแต่งงานกันทันที เช้าวันต่อมาทั้งสองนั้นก็ได้จัดงานแต่งงานที่ใหญ่โต

และอลังการทั้งสองนั้นรักกันเป็นอย่างมาก ไม่เคยนอกใจกันและกันเลยสักครั้ง แต่ว่าจริงจริงแล้วนั้นชายหนุ่มนั้นได้เคยมีภรรยาอยู่แล้วแต่ว่าเพราะเค้านั้นได้ตกหลุมรักพระนางคลีโอพัตตราแล้วเค้าจึงแต่งงานกับพระนางคลีโอพัตตราและไม่กลับไปหาภรรยาของเค้าอีกเลย หลังจากที่ภรรยาของชายหนุ่มได้รู้เรื่องเข้าว่าสามีของเธอนั้นไปแต่งงานของพระนางคลีโอพัตตราเธอก็โกรธเป็นอย่างมาก

เลยที่สามีของเธอนั้นไปแต่งงานกับหญิงอื่น ซึ้งเธอนั้นเป็นลูกสาวของเจ้าเมืองอีกคนค่ะ ซึ้งเธอจึงได้ไปขอร้องให้พ่อของเธอนั้นไปทำสงครามกับเมืองของพระนางคลีโอพัตตราค่ะ โดยพ่อของเธอนั้นก็ทำตามที่ลูกสาวของเขาบอก เขาได้ทำการทำสงครามครั้งใหญ่ และหลังจากนั้นพระสวามีของพระนางคลีโอพัตตราก็ได้ยินข่าวมาว่า รพะนางคลีโอพัตตรานั้นได้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว

เค้าเสียใจเป็นอย่างมากที่คนที่เค้ารักนั้นได้เสียชีวิตไปแล้วด้วยความเสียใจเค้าจึงได้นำดาบมาแทงที่หัวใจของตัวเองจนเค้าเสียชีวิตแต่หลังจากนั้นพระนางคลีโอก็ได้รู้ว่าสามีของนางเสียชีวิตแล้วนางจึงได้ฆ่าตัวจาย หวังจะไปเจอคนที่นางรักบนสรวงสวรรค์

และนี่ก็คือตำนานของพระนางคลีโอพัตตราค่ะ โดยตำนานนี้นั้นเป็นตำนานที่น่าเศร้ามาก ตำนานนี้ทำใฟ้คนเรานั้นรู้ว่า เราไม่ควรที่จะหลงเชื่อคนง่ายง่ายค่ะ เหมือนกับที่สามีของคลีโอโดนหลอกว่าพระนางคลีโอเสียชีวิตแล้วค่ะ

 

 

ขอขอบคุณ  sexybaccarat  ที่ให้การสนับสนุน

ตำนานบั้งไฟพญานาค

ตำนานบั้งไฟพญานาค

ตำนานบั้งไฟพญานาค

      ตำนานบั้งไฟพญานาค เรื่องราวของบั้งไฟพญานาคนั้นเป็นเรื่องราวที่ยังคงมีความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีความเชื่อกันอยู่ซึ่งในทุกๆปีนี้ผู้คนจากทั่วทุกจังหวัดต่างๆก็จะพากันหลั่งไหลเดินทางไปที่จังหวัดหนองคายเพื่อไปดูบั้งไฟพญานาคซึ่งเราจะเห็นเป็นประจำทุกปีโดยจะเกิดขึ้นที่บริเวณริมแม่น้ำโขงหลายคนเคยพยายามลองพิสูจน์แล้วว่าแท้ที่จริงแล้ว

ลูกไฟที่เรามองเห็นว่าถูกพ่นออกมาจากน้ำขึ้นไปบนฟ้านั้นเป็นฝีมือของมนุษย์หรือไม่แต่ไม่เคยมีใครสามารถพิสูจน์ได้เลยว่าเป็นการกระทำของมนุษย์โดยเราจะเห็นบั้งไฟพญานาคหรือลูกไฟพญานาคนั้นเกิดขึ้นทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 โดยจะเกิดขึ้นทุกปีและจะมีรูปไฟเป็นจำนวนมากในแต่ละปีนิทานชาวบ้านในเขตจังหวัดหนองคายนั้น

ต่างก็เชื่อกันว่าลูกไฟที่ขึ้นมาจากน้ำนั้นเป็นการที่พญานาคนั้นพ่นรูปไฟขึ้นมาเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโดยมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องของลูกไฟพญานาคหรือบั้งไฟพญานาคนี้ว่าในสมัยโบราณนั้นที่บริเวณแม่น้ำโขงนั้นมีสัตว์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าพญานาคซึ่งแต่เดิมนั้นพญานาคมีนิสัยดุร้ายแต่เมื่อพระพุทธเจ้านั้นรู้เรื่องราวของพญานาคจึงได้เดินทางมาโปรดสัตว์ด้วยการสั่งสอนพระธรรมเทศนาทำให้พญานาคนั้นเข้าใจในรสพระธรรมและต้องการที่จะออกบวชเป็นพระสงฆ์เหมือนกับพระพุทธเจ้าแต่อย่างไรก็ตามพญานาคนั้นไม่สามารถที่จะบวชได้

เนื่องจากว่าพญานาคนั้นแท้ที่จริงก็คือสัตว์ชนิดหนึ่งดังนั้นตามกฎของการบวชเป็นพระสงฆ์แล้วอาจจะไม่สามารถบวชได้พระพุทธเจ้าจึงได้ทำได้เพียงแค่บวชให้เป็นนาคได้เพียงเท่านั้นซึ่งพระญานาคเองก็ได้แสดงตนเป็นพุทธมามกะโดยจะคอยเฝ้าติดตาม ปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธเจ้าได้มีการสั่งสอนซึ่งในทุกๆปีนั้นพระพุทธเจ้ามีกิจที่จะต้องขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อที่จะไปเทศนาพระธรรมให้กับพระมารดาที่อยู่บนสรวงสวรรค์ได้ฟังโดยทุกครั้งที่ขึ้นไปนั้นก็จะขึ้นไปเป็นระยะเวลานาน

และเมื่อพระพุทธเจ้าต้องเสด็จลงมาที่โลกมนุษย์เราเทวดาทั้งหลายก็จะมีการสร้างบันไดซึ่งเป็นบันไดแก้วบันไดเงินแล้วก็บันไดทองเพื่อให้พระพุทธเจ้านั้นเดินลงมายังโลกมนุษย์ได้โดยทุกปีที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จกลับลงมาที่โลกมนุษย์นั้นก็จะตรงกับวันออกพรรษาซึ่งจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11

ซึ่งวันดังกล่าวนั้นประชาชนที่เป็นคนในโลกมนุษย์จะพากันทำบุญตักบาตร ส่วนทางด้านพญานาคนั้นก็จะมาพ่นไฟที่ริมแม่น้ำโขง เพื่อเป็นการแสดงความยินดีที่พระพุทธเจ้านั้นได้เสด็จลงมาจากสวรรค์แล้วนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  sexybaccarat