วัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร จังหวัดนนทบุรี 

        สำหรับในบทความนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของประวัติความเป็นมาของวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหารซึ่งวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหารแห่งนี้แต่เดิมไม่ได้มีการใช้ชื่อนี้มาก่อนโดยว่ากันว่าในสมัยที่มีการสร้างวัดนี้ขึ้นใหม่ๆนั้นเป็นช่วงประมาณปี 2264 ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการขุดคลองขึ้นมาจากคำสั่งของพระเจ้าท้ายสระหลังจากที่มีการขุดคลองเสร็จเรียบร้อย

ชาวบ้านจึงได้มีการสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาและมีการตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่าวัดปากอ่าว  ซึ่งหากนับจํานวนปีที่มีการก่อสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาก็นับได้ว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

        อย่างไรก็ตามประวัติความเป็นมาของวัดปากอ่าวนั้นระบุว่า พม่าได้บุกเข้ามายึดครองจังหวัดนนทบุรีทำให้ผู้คนนั้นต่างพากันหลบหนีซึ่งในยุคสมัยนั้นเป็นช่วงที่ตรงกับประมาณ ปีพ.ศ. 2307ภายหลังจากที่ถูกพม่าเข้ามายึดครองพื้นที่ในจังหวัดนนทบุรีแล้วก็ทำให้วัดแห่งนี้ไม่มีพระจำพรรษาและไม่มีชาวบ้านมาทำบุญท้ายที่สุดก็กลายเป็นเพียงแค่วัดกลางเท่านั้น

         อย่างไรก็ตามในช่วงยุคสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งตรงกับช่วงประมาณปีพ.ศ 2317 ปรากฏว่าชาวมอญได้มีการอพยพมาอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณดังกล่าวเมื่อมาเจอวัดร้างแห่งนี้ก็พาการบูรณะซ่อมแซมวัดแห่งนี้ขึ้นมาใหม่

และได้มีการปฏิรูปปฏิสังขรณ์วัดให้กลายเป็นวัดที่มีความงดงามมีพระสงฆ์มาจำพรรษาและชาวมอญก็มาทำบุญไหว้พระกันเป็นประจำทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนชาวมอญนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

          อย่างไรก็ตามพอมาถึงในยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 ปรากฏว่าพระองค์ได้เสด็จเดินทางมากราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดปากอ่าวแห่งนี้แล้วเห็นได้ว่าวัดนั้นมีความสุขสมลงไปมากพระองค์จึงได้มีการสั่งให้ทำการบูรณะซ่อมแซมวัดขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

โดยให้ยึดรูปแบบของเดิมซึ่งเป็นศิลปะสมัยมอญ  หลังจากที่มีการซ่อมแซมจนวัฒน์งดงามดังเดิมแล้วรัชกาลที่ 5 จึงได้พระราชทานชื่อวัดแห่งนี้ขึ้นมาใหม่โดยตั้งชื่อว่าวัดปรมัยยิกาวาสนับตั้งแต่นั้นนั่นเอง

         สำหรับเหตุผลที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีการตั้งชื่อวัดปากอ่าวให้เปลี่ยนมาเป็นวัดปรมัยยิกาวาสนั่นก็เพราะว่าพระองค์ต้องการที่จะบูรณะซ่อมแซมวัดแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้กับกรมสมเด็จสุดารัตน์นะราชประยูรซึ่ง เป็นบุคคลที่ทรงเลี้ยงรัชกาลที่ 5 มาตั้งแต่ในสมัยที่พระองค์นั้นยังทรงพระเยาว์อยู่นั่นเอง 

          สำหรับวัดปรมัยยิกาวาสวรวิหารแห่งนี้นั้นมีสถานที่ก่อสร้างอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสิ่งที่เป็นจุดเด่นให้กับวัดแห่งนี้มากที่สุดก็คือพระเจดีย์มุเตาซึ่งได้มีการก่อสร้างเอาไว้อยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาโดยใช้ศิลปะแบบมอญแท้ในการก่อสร้างปัจจุบันเจดีย์แห่งนี้มีลักษณะของการเอียงตัวลงเนื่องจากปัญหาดินทรุดตัว

 

สนับสนุนโดย.  ufabet

ประวัติวัดท่าไม้ จังหวัดสมุทรสาคร

           สำหรับประวัติของวัดที่เราจะมาทำความรู้จักกันในครั้งนี้ คือวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ ที่เมื่อพูดถึงชื่อว่านี้น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก วัดแห่งนี้เป็นวัดดังที่อยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร  ซึ่งอยู่ติดกับกรุงเทพนิดเดียวเท่านั้น  เป็นศาสนาสถานที่ได้รับความนิยมจากบรรดาคนที่ชื่นชอบการทำบุญ และการท่องเที่ยวดูศิลปะการก่อสร้างที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

         สำหรับวัดที่เราจะมาทำความรู้จักกับประวัตินี้มีชื่อว่า วัดท่าไม้  ซึ่งวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของอำเภอกระทุ่มแบน  ก่อนที่วัดท่าไม้จะกลายมาเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในตอนนี้นั้นที่นี่เป็นเพียงแค่ที่ดินที่ถูกนำมาจัดตั้งเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรม  เป็นเพียงแค่สำนักสงฆ์ที่มีพระจำพรรษาอยู่เพียงไม่กี่องค์เท่านั้น   โดยมพระภิกษุยอด  อุปติสโส เป็นผู้ก่อตั้ง  และได้มีการตั้งชื่อสถานปฎิบัติธรรมนี้ว่า โพธิ์ธรรมรังสี

           ต่อมาได้มีการขอเปลี่ยนจากสำนักสงฆ์มาเป็นวัด และมีการก่อสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมา โดยการก่อสร้างวัดนั้นเริ่มต้งแต่  ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2520  และเมื่อสร้างเสร็จแล้วจึงได้มีการเปลี่ยนชื่อจาก โพธิ์ธรรมรัสงสี กลายมาเป็นวัดท่าไม้ จนถึงทุกวันนี้นั่นเอง 

        สำหรับจุดเริ่มต้นในการก่อสร้างวัดท่าไม้ขึ้นมานั้นเกิดขึ้นจากแรงสนับสนุนและความศรัทธาของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่บริเวณใกล้วัด  โดยในครั้งแรกนั้นพื้นที่วัดมีพื้นที่เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นต่อมาพระภิกษุยอดได้รับบริจาคจากชาวบ้านมาจำนวน 2 ไร่ในขณะเดียวกัน

ก็ได้ขอซื้อที่ดินเพิ่มจากชาวบ้านอีก 4 ไร่จึงสามารถที่จะสร้างศาลาและบ่อน้ำรวมถึงศาลาเอนกประสงค์กุฏิเจ้าอาวาสและสถานที่อื่นๆเพื่อให้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมนั้นสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายในสถานที่ปฏิบัติธรรมได้

           อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีการขยายพื้นที่แต่ก็ยังไม่ได้มีการสร้างเป็นวัดยังเป็นเพียงแค่สถานที่ปฏิบัติธรรมหรือสำนักสงฆ์เท่านั้นซึ่งเมื่อไม่มีการดูแลเอาใจใส่อย่างทั่วถึงก็ทำให้สภาพของสำนักสงฆ์นั้นชำรุดทรุดโทรมทางด้านพระครูธรรมรัตน์ซึ่งเป็นเจ้าคณะตำบลจึงได้ส่งพระประสิทธิ์เข้ามาคอยดูแลบูรณะสำนักสงฆ์ ก่อนที่จะมีการยื่นเรื่องขอเปลี่ยนจากสำนักสงฆ์ไปเป็นวัดท่าไม้ซึ่งได้รับการอนุญาตให้เป็นวัดได้เมื่อวันที่ 28 เดือนกุมภาพันธ์ ปีพ.ศ. 2532 

          หลังจากที่วัดท่าไม้ได้ถูกเปลี่ยนจากสำนักสงฆ์เป็นวัดแล้วก็ได้มีการสร้างสิ่งก่อสร้างซึ่งมีความงดงามและมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมากได้มีการประชาสัมพันธ์จนคนมีการรู้จักวัดท่าไม้กันอย่างกว้างขวาง 

นอกจากนี้ภายในวัดนั้นยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เยอะแยะมากมายให้ชาวบ้านได้เข้ามากราบไหว้ขอพร  และที่ส่งเสริมให้วัดท่าไม้โด่งดังมากก็คือชื่อเสียงเรื่องของการแก้ปีชงการแก้กรรมการเสริมดวงจนถึงทุกวันนี้ ลูกศิษย์ของวัดท่าไม้จึงมีอยู่ทั่วประเทศไทยเลยทีเดียว 

 

สนับสนุนโดย.    ufabet เว็บหลัก

วัดพระราม  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

         วัดพระราม สำหรับใครที่เคยไปเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วอาจจะมีโอกาสเดินทางไปกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดมงคลบพิตรจะเห็นได้ว่าฝั่งตรงข้ามของวัดมงคลบพิตรนั้นจะมีวัดหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นวัดเก่าแก่มีอายุยาวนานหลายร้อยปีโดยวัดดังกล่าวนั้นชื่อว่าวัดพระรามซึ่งวัดแห่งนี้นั้นบอกได้เลยว่ามีขนาดพื้นที่กว้างขวางเป็นอย่างมากเรียกได้ว่าอยู่ไกลในระยะห่าง 500 เมตรก็ยังเห็นความยิ่งใหญ่และความสวยงามของพระปรางค์ที่ถูกก่อสร้างอยู่ภายในวัด

          สำหรับวัดแห่งนี้มีประวัติเก่าแก่ความเป็นมาอย่างยาวนานว่ากันว่าวัดแห่งนี้นั้นถูกสร้างขึ้นมานานตั้งแต่สมัยของพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกันเลยทีเดียวซึ่งปีพศที่มีการสร้างวัดแห่งนี้นั้นคาดการณ์กันว่าเอาไว้ว่าน่าจะถูกสร้างมาตั้งแต่ช่วงปีพศ. 1912 เรียกได้ว่าวัดพระรามแห่งนี้นั้นมีอายุเก่าแก่มากกว่าวัยอื่นอื่นหลายวัดในจังหวัดของพระนครศรีอยุธยาเลยก็ว่าได้ 

        ตามประวัติที่มีการบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานมีการระบุว่าสถานที่แห่งนี้นั้นเคยเป็นสถานที่ถวายพระบรมศพของพระเจ้าอู่ทองรวมถึงพระบิดาของพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน ปัจจุบันนั้นวัดพระรามเหลือเพียงแค่ซากปรักหักพังเพลงเท่านั้นซึ่งจะเห็นได้ว่าสิ่งที่เห็นอยู่นั้นจะเป็นพระปรางค์ขนาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะการก่อสร้างออกแบบลักษณะทรงของโบราณนอกจากนี้ภายในวัดพระรามยังมีวิหารประมาณ 7 หลังที่เรายังสามารถมองเห็นซากอารยธรรมโบราณได้อย่างชัดเจน

        นอกจากนี้บริเวณพระปรางค์ซึ่งถ้าเราเข้าไปดูบริเวณผนังด้านข้างก็จะเห็นว่าด้านข้างของตัวผนังนั้นได้มีการบรรจงวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเอาไว้ซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีการใช้สีดำสีแดงรวมถึงสีเหลืองและสีครามในการมาบรรจงภาพกิจกรรมฝาผนังซึ่งลักษณะของการวาดรูปภาพนั้นจะเป็นภาพของพระพุทธเจ้า

ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ในลักษณะของการนั่งแบบปางมารวิชัยเรียกได้ว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นกิจกรรม  www.ufabet.com ลิ้งเข้าเว็บไซต์คะ    ตั้งแต่ยุคสมัยของอยุธยาเลยก็ว่าได้ซึ่งปัจจุบันนั้นภาพมองเห็นได้ไม่ชัดเพราะมีความเลือนลางไปค่อนข้างเยอะกว่ากันว่าน่าจะเป็นสมัยของอยุธยาตอนต้นเลยทีเดียว 

           สำหรับวัดพระรามนั้นนับได้ว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญของประเทศไทยและของคนไทยเป็นอย่างมากที่นี่คือศูนย์รวมจิตใจของคนไทยในสมัยโบราณและปัจจุบันนี้ก็ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจที่ทำให้คนไทยนั้นเห็นได้ว่าในสมัยอยุธยาตอนต้นนั้นรวมถึงอยุธยาตอนปลายนั้นวัดของประเทศไทยนั้นมีความงดงามและยิ่งใหญ่อลังการมากแค่ไหนเพราะนี่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เรายังสามารถพบเห็นได้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั่นเอง

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี 

          สำหรับวันนี้เราจะพาไปรู้จักกันในวันนี้ยังคงเป็นวัดอีกวัดหนึ่งซึ่งมีความเก่าแก่เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองประจำจังหวัดด้วยจังหวัด วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ    ที่เราจะพาไปเยี่ยมชมความงดงามของวัดแห่งนี้นั้นก็คือจังหวัดสุพรรณบุรีนั่นเองและสำหรับวัดที่เราจะพาไปรู้จักนั้นนับได้ว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นมาอย่างยาวนานอายุไม่ต่ำกว่า 600 ปีมาแล้วและที่สำคัญวัดแห่งนี้นั้นเป็นศูนย์กลางของจังหวัดสุพรรณบุรีเลยก็ว่าได้ไปวัดที่เรากำลังพูดถึงก็คือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุนั่นเอง

          เชื่อว่าเหมยพูดถึงชื่อวัดพระศรีรัตนมหาธาตุนั้นหลายคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีและอาจจะเคยไปกราบไหว้ขอพรสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดเนื่องจากว่าวัดแห่งนี้นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังมากอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรีเลยก็ว่าได้ส่วนจุดสำคัญที่ดึงดูดให้บรรดาผู้คนอยากจะเดินทางไปที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุแห่งนี้นั่นก็คือวัดแห่งนี้มีพระบรมสารีริกธาตุของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ภายในวัดแห่งนี้ด้วยนอกจากนี้ยังมีองค์ปรางค์พระประธานขนาดใหญ่ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุนั้นก็บรรจุอยู่ภายในองค์พระประธานแห่งนี้นั่นเอง 

          อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสำหรับในวงการพระเครื่องแล้วหลายคนต้องรู้จักวัดพระศรีรัตนมหาธาตุกันเป็นอย่างดีเพราะที่นี่ถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของพระเครื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังกอหญ้าได้โดยพระเครื่องที่มีชื่อเสียงมากนั่นก็คือพระพิมพ์ผงสุพรรณบุรีซึ่งถือได้ว่าเป็นพระเครื่องที่มีราคาสูงเป็นอย่างมากถ้าหากใครจะเช่านอกจากนี้พระพิมพ์ผงสุพรรณบุรีนั้นถือได้ว่าเป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมสูงสุดอยู่ในตอนนี้เลยก็ว่าได้ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเบญจภาคี 5 ของพระเครื่องในวงการพระเครื่องเลยทีเดียว 

           อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่อยากจะเดินทางมากราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในพื้นที่ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุนั้นสามารถเดินทางมาได้โดยให้มาที่ถนนสมภารคงตำบลรั้วใหญ่ซึ่งวัดแห่งนี้นั้นจะเปิดให้นักท่องเที่ยวรวมถึงผู้มีจิตศรัทธาในด้านพระพุทธศาสนาเข้ามาสักการะกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดตั้งแต่ 08:00 น เป็นต้นไป

        โดยทางวัดจะปิดไม่ให้ประชาชนเข้ามาภายในบริเวณวัดในช่วงเวลา 17:00 น ซึ่งสามารถเดินทางมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุได้ทุกวันโดยจะเห็นได้ว่าถ้าเข้ามาด้านในนั้นจะมีศาลาขนาดใหญ่ซึ่งภายในศาลานั้นมีพระพุทธรูปนับได้ เป็นร้อยร้อยพระพุทธรูปเลยก็ว่าได้ที่เราสามารถที่จะเข้าไปกราบไหว้ขอพรพระพุทธรูปเหล่านั้นภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.  ufabet เว็บไหนแตกดี

ประวัติ คดีแม่มดแห่งชาเล็ม

      คดีแม่มดแห่งชาเล็ม  การไต่สวนสุดดำมืดในประวัติศาสตร์อเมริกาการแต่งสวนที่อิจฉาที่สุดครั้งหนึ่งเกี่ยวกับแม่มดเกิดขึ้นระหว่างปี 1692 ถึง 1693

ที่เมืองซาเล็มรัฐแมสซาชูเซตส์ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มผู้อพยพชาวอังกฤษเข้าปกครองตนเองโดยมีศูนย์กลางของชุมชนอยู่ที่โบสถ์และดำเนินชีวิต  

         ด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งเหนือธรรมชาติต่างๆในแผ่นดินไหวนี้ทั้งการระบาดของไข้ทรพิษและความกลัวต่อการโจมตีจากชนเผ่าอินเดียนแดงพื้นเมืองบรรยากาศตึงเครียดพร้อมสำหรับการหาแพะรับบาปเหตุการณ์

แต่ส่วนครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อมีเด็กสาวในหมู่บ้านคนหนึ่งเริ่มมีอาการชักส่งเสียงกรีดร้องโวยวายว่าถูกเข็มแทงและเจ็บตามร่างกายตามมาด้วยเด็กสาวอีก 2 คนทั้งหมดตะโกนคำพูดที่ฟังไม่ได้ศัพท์ออกมาบาทหลวงและหมอต่างพากันหวาดวิตกและผู้คนในสมัยนั้นยังมีความรู้ความเข้าใจด้านการแพทย์ที่น้อยจึงสรุปว่าเด็กทั้ง 3 คนนั้นโดนคำสาปของแม่มด

         ปฏิบัติการล่าแม่มดจึงเริ่มเปิดฉากขึ้นโดยให้เด็กๆชี้ตัวผู้ต้องสงสัยเจ้าหน้าที่สอบสวนก็เริ่มไปเยือนบ้านทีละหลังชาวเมืองล้วนเกิดความหวาดกลัวและระแวงซึ่งกันและกันต่างคนต่างพากันชี้ตัวแม่มดเพื่อให้ตนเองพ้นความผิดจนภายหลังนั้นทุกคนก็ใช้การล่าแม่มดเป็นเครื่องมือในการกล่าวหาและกำจัดขนที่แตกต่างจากพวกตนคนเร่ร่อนไปจนถึงคนที่เกลียดกันเองสรุปทั้งสิ้นมีผู้ถูกจับข้อหาเป็นแม่มดทั้งหมดกว่าร้อยคนมีทั้งผู้หญิงและชายและ 16 คนถูกประหารชีวิต

     เรื่องไปถึงผู้ว่าการรัฐ williams Live เขาจึงห้ามไม่ให้นำหลักฐานที่เรียกว่าหลักฐานความฝันและนิมิตมาใช้จ่ายสูงสุดตัดสินลงโทษจำเลยเพียง 3 คนจาก 56 คน

ซึ่งซิปก็อภัยโทษให้ทั้ง 3 คนพร้อมนักโทษอีก 5 คนที่กำลังรอการประหารชีวิตกระทั่งเดือนพฤษภาคมปี 1693 พูดถูกใจส่วนทุกคนได้รับการตัดสินว่าไม่มีความผิดและถูกปล่อยตัวไปการไต่สวนล่าแม่มดแห่งซาเล็มจึงปิดฉากลงในที่สุด

      ปัจจุบันนี้เมืองซาเล็มกลับขึ้นมามีชีวิตชีวาเป็นแหล่งศูนย์รวมของผู้คนที่ชื่นชอบเรื่องไสยศาสตร์ลี้ลับเวทมนตร์ต่างๆดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างไม่ขาดสายโดยเฉพาะที่สุสานของเมืองซึ่งที่นี่มีอนุสรณ์สถานการล่าแม่มดแห่งปี 1692 เป็นหลานย่าปลูกต้นไม้ 19 ต้นแทนผู้ที่ถูกประหารด้วยการแขวนคออยู่ข้างสุสานเคหาสน์แม่มดสามเหลี่ยมซึ่งเป็นบ้านของผู้พิพากษาจอมแขวนคอโจนาธานขอวินเป็นอาคารเพียงแห่งเดียวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การล่าแม่มดแห่งชาติเหลี่ยมปี 1692

โดยตรงก็ยังคงหลงเหลืออยู่ที่นี่ชาวเมืองและพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ต่างก็สวมชุดแต่งกายย้อนยุคให้เข้ากับบรรยากาศมีทัวร์เล่าเรื่องผียามค่ำคืนให้ทุกคนเดินไปตามสุสานลานประหารเก่าและมีงานเทศกาลแม่มดจัดอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงฮาโลวีนอีกด้วย 

 

สนับสนุนโดย.  Ufabet เข้าสู่ระบบ

ประวัติช้างถูกแขวนคอ

สำหรับวันนี้เรามีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เรียกได้ว่าหดหู่มากๆเลยเป็นเรื่องหนึ่งที่เราได้อ่านแล้ว  ประวัติช้างถูกแขวนคอ รู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมากเพราะว่ามันเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เรายังเห็นว่ามนุษย์เป็นสิ่งหนึ่งที่แย่มากที่สุดในโลกแล้ว เพราะว่าเหตุการณ์นี้มันเป็นเหตุการณ์ที่คนได้จับช้างตัวหนึ่งมาประหารชีวิต

โดยการแขวนคอมันในที่สาธารณะมันเกิดขึ้นได้อย่างไรทำไมมนุษย์ถึงได้ทำตุการณ์ที่มันโหดร้ายแบบนี้หากพร้อมกันแล้วเราไปดูเหตุการณ์ของช้างตัวนี้กันเลย เรื่องราวของเรามันเกี่ยวกับช้างตัวหนึ่งที่เป็นสายพันธุ์เอเชียที่มันมีชื่อว่าแม่รี่ เจ้าแมรี่เป็นช้างเพศเมียที่ถูกเลี้ยง

เป็นคณะนครสัตว์คณะหนึ่งที่มีชื่อว่าคณะนครสัตว์ปาร์คเวอร์เจ้าแมรี่ถูกเลี้ยงไว้เพื่ออะไรถูกเลี้ยงเอาไว้เพื่อทำการแสดงโชว์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นกายกรรมหรือแสดงร่วมกับคนซึ่งมันก็ดูเป็นเรื่องปกติใช่ไหมในสมัยนั้นก็มีคณะนครสัตว์มากมายไม่ว่าจะเป็นที่ไทยและต่างประเทศเราก็จะเห็นมีการจัดแสดงโชว์ช้างสัตว์ต่างๆเป็นเรื่องปกติ

แต่เหตุการณ์ที่ทำให้มันเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมันเกิดในปี1916คณะนครสัตว์คณะนี้ต้องการที่จะจ้างพนังงานในการที่จะเข้ามาดูแลเจ้าช้างแมรี่เพิ่มเพราะว่าพนักงานเก่าได้ลาออกไปทำให้คนไม่พอเขาเลยต้องประกาศหาคนด่วนเพื่อที่จะมาดูแลเจ้าแมรี่ตัวนี้

ซึ่งได้มีชายคนหนึ่งที่ได้สมัครเข้ามาทำหน้าที่ตำแหน่งนี้ชายคนนั้นเป็นใครกันก่อนหน้านี้เขาเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรมและเขาก็ไม่ได้มีประสบการณ์ทางด้านการฝึกหรือว่าการควบคุมช้างการเลี้ยงช้างมาก่อนเลยเรียกได้ว่าประสบการณ์เท่ากับศูนย์ไม่มีความรู้อีกต่างหาก

แต่ด้วยเงินเดือนที่มันดีกว่าพนักงานโรงแรมเขาเลยสมัครเข้ามาเพื่อที่จะมาดูแลเจ้าแมรี่ซึ่งงานของเขาไม่ใช่แต่เพียงจะต้องดูแลเจ้าแมรี่แต่ต้องขึ้นขี่แมรี่ในการแสดงโชว์ต่างๆซึ่งโดยปกติแล้วคนเลี้ยงช้างมันก็ต้องได้รับการฝึกมาถูกไหมในการเลี้ยงช้างในการนำช้างขึ้นแสดงต้องสนิทกับช้างต้องอยู่ช้างต้องมีประสบการมากพอตัว

ซึ่งด้วยความประมาทและความมักง่ายเห็นแก่ตัวของเจ้าของคณะนครสัตว์เขาได้สั่งให้ผู้ดูแลช้างขี่ช้างออกจัดแสดงในวันถัดไปเลยหลังจากที่เขาได้รับงานมาเป็นวันแรกคุณรอคิดดูสิว่าถ้าหากคนเราไม่มีประสบการณ์ขี่ช้างฝึกช้างหรือว่าจัดแสดงช้างอะไรมาก่อนเราจะไปรู้วิธีควบคุมช้างได้อย่างไร

โดยใรงานแสงดวันรุ้งขึ้นมันไม่ใช่การแสดงกายกรรมแต่อย่างใดแต่มันเป็นเพียงการพาเลสรอบเมืองก็คือการขี่ช้างไปรอบๆนั่นแหละ

 

สนับสนุนโดย.    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

ประวัติของ สุภาษ จันทระโพส

       สุภาษ จันทระโพส  หากพูดถึงประวัติบุคคลสำคัญของโลก รวมถึงบุคคลสำคัญของประเทศอินเดียแล้วล่ะก็ จะขาด บุคคลผู้นี้ไปไม่ได้เลย เพราะถือว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นอย่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่โลกกำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น เพราะเขามีส่วนสำคัญอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้ เขาก็คือ สุภาษ จันทระโพส นั่นเอง 

         สำหรับ สุภาษ จันทระโพส นั้นเขาไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเท่าไหร่นัก หากเปรียบเทียบกับบุคคลสำคัญของโลกคนอื่นอื่น  อย่างไรก็ตาม สุภาษ จันทระโพส ก็มีคุณทุกประการและสิ่งที่เขาทำเพื่อชาติอินเดียนั้นยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันเลยทีเดียว

  สุภาษ จันทระโพสหรือเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ เนตาซี  เขาเป็นบุคคลที่ชาวอินเดียให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แต่ชื่อเสียงของเขายังคงให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและเคารพเขาอยู่ไม่รู้ลืม 

        สำหรับชายคนนี้นั้น เขาเกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม ปี ค.ศ  1897   โดย สุภาษ จันทระโพส นั้นเขาเป็นผู้นำกลุ่มอิสระชาวอินเดียที่ต้องการปลดปล่อยประเทศอินเดียให้เป็นเอกราชจากการปกครองของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2    สำหรับ สุภาษ จันทระโพส เขาเป็นบุคคลร่วมสมัยเดียวกันกับมหาตมะคานธีแต่แนวความคิดในการเรียกร้องเอกราชของเขานั้น มีความแตกต่างจากมหาตมะคานธีอย่างสิ้นเชิง

       เนื่องจากว่า เขาเลือกใช้วิธีต่อสู้ด้วยหลักหิงสาหรือวิธีใช้ความรุนแรงเหมือนผู้เรียกร้องทางการเมืองที่ผ่านมา  เส้นทางการที่ สุภาษ จันทระโพส ใช้ในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอินเดีย

ไม่ใช่เรื่องง่ายนักเมื่อเขาต้องหลบหนีไปเยอรมันเพื่อจัดตั้งกองทัพอินเดียอิสระเพื่อจะประกาศสงครามโดยตรงกับอังกฤษสุภาพกับฝ่ายอักษะ   จากนั้นเมื่อเยอรมันมีทีท่าจะพ่ายแพ้เขาจึงได้ย้ายมาร่วมกับกองทัพญี่ปุ่นจากการช่วยเหลือของเพื่อนสนิทและท้ายที่สุดเขาก็ได้ฐานทัพญี่ปุ่นที่ยกตีสิงคโปร์นั้นเป็นของเขาเอง

       สุภาษ จันทระโพส  เดินทางวนไปวนมาในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยจะย้ายฐานทัพไปที่พม่าเพื่อเตรียมตัวจะตีประเทศอินเดียในความปกครองของอังกฤษให้แตกและในที่สุดสงครามก็สิ้นสุดลงประเทศอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษอย่างที่เขาหวังเขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีและตำแหน่งทางการเมืองมากมาย แต่ สุภาษ จันทระโพส กลับไม่ได้สนใจและปฏิเสธตำแหน่งเหล่านั้น

        ชาวอินเดียจึงถือว่า สุภาษ จันทระโพส ว่าเป็นวีรบุรุษที่พวกเขารักและเคารพตลอดมาทางนี้พวกเขาจะมีการจัดงานรำลึกถึงคุณูปการของสุภาษ จันทระโพส ขึ้นในวันที่ 23 มกราคม โดยมีการกำหนดให้เป็นวันคล้ายวันเกิดของ สุภาษ จันทระโพส ขึ้นในทุกๆปี 

 

สนับสนุนโดย.  gclub

ประวัติความเป็นมาของ Xinhai Revolution 

     เมื่อพูดถึงเรื่องของการปฎิวัติแล้ว ส่วนใหญ่การปฎิวัติดังดัง ที่มีรู้จักกันระดับโลกนั้น Xinhai Revolution มักจะเกิดขึ้นทางแทบประเทศในแทบยุโรปและอเมริกา  เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในแทบดังกล่าวมักจะได้รับการกดขี่ข่มแห่ง แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าในแทบประเทศในโซนเอเชียนั้น จะไม่มีเลย

การปฎิวัติเกิดขึ้นกันบ่อยครั้ง แต่ไม่ค่อยโด่งดังมากนัก แต่มีการปฎิวัติครั้งหนึ่งที่ทำให้เอเซียการเป็นที่รู้จักว่าก็มีประเทศที่ประชาชนไม่พอใจกับระบบการปกครองของผู้นำประเทศจนนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดการปฎิวัติได้เช่นเดียวกัน 

     สำหรับการปฎิวัติในแทบเอเชียนั้น ก็คือการปฏิวัติซินไฮ่ ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ.  1911 ในทวีปเอเชียก็มีการปฏิวัติครั้งสำคัญเช่นเดียวกันโดยปฏิวัติซินไฮ่คือการล้มล้างราชวงศ์ชิงในปี ค.ศ.1911

ประเทศจีนปกครองด้วยระบอบกษัตริย์มากกว่าสองพันปี จนกระทั่งเข้าสู่ยุคของราชวงศ์ชิงที่เป็นชาวแมนจูก็เริ่มเกิดความเสื่อมศรัทธาของผู้คนในระบอบกษัตริย์ราชวงศ์ชิงปกครองประเทศด้วยความล้มเหลวไม่สามารถแก้ไขปัญหาปากท้องและความขัดแย้งภายในประเทศได้

    ซึ่งเป็นชนวนทำให้ ดร. ซุนยัดเซ็น   นายแพทย์ชาวจีนได้ก่อตั้งคณะปฏิวัติถงเหมิงฮุ่ยที่ต่อมาได้กลายเป็นพรรคก๊กมินตั๋งในภายหลังขึ้นมา นักวิชาการวิเคราะห์สาเหตุของการปฏิวัติครั้งนี้ไว้ทั้งหมด 3 ปัจจัยได้แก่ 1 ความล้มเหลวในการปกครองของราชวงศ์ชิงที่ไม่สามารถนำจีนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ได้ 2 ปัญหา

ภายในประเทศเช่นระบบขุนนางระบบเศรษฐกิจและ 3 การทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ของชาวแมนจูที่เป็นชนกลุ่มน้อยสร้างความไม่พอใจให้กับชาวฮั่นที่เป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศเป็นอย่างมาก

       การปฏิวัติการปฏิวัติซินไฮ่จะรับการสนับสนุนด้านการเงินจากชาวจีนหัวก้าวหน้าในประเทศและชาวจีนโพ้นทะเลเป็นจำนวนมาก ดร. ซุนยัดเซ็นเดินทางขอรับบริจาคเงินจากหลายประเทศที่มีชาวจีนอาศัยอยู่รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกันการปฏิบัติในครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 4 เดือนเศส ถือเป็นหนึ่งในการปฏิบัติที่ใช้เวลาน้อยที่สุดคือเริ่มขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคมปี ค.ศ.1911 จนถึง 12 กุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 1912     

        จักรพรรดิปูยีได้สละราชสมบัติที่เป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์ชิงและการล่มสลายของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในจีนก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นสาธารณรัฐในระบอบประชาธิปไตยดรซุนยัดเซ็นได้ขึ้น

เป็นประธานาธิบดี  ufabet ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ ออโต้   เฉพาะกาลของจีนในปี 1912 กับได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งสาธารณรัฐจีนผู้นำประชาธิปไตยมาสู่ประเทศอย่างไรก็ตามที่กระผมครองด้วยระบอบนี้ได้เพียง 37 ปีในวันที่ 1 ตุลาคมปี 1949 ได้มีการปฏิวัติครั้งที่ 2 เปลี่ยนให้จีนกลายมาเป็นระบอบสังคมนิยมจนถึงปัจจุบัน 

 

หลุมฝังศพแห่งอเล็กซานเดรีย

   หลุมฝังศพแห่งอเล็กซานเดรียนั้นนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ในยุคกลางที่มีการพูดถึงกันเป็นอย่างมากที่นี่คือสถานที่ฝังพระศพของกษัตริย์ของอียิปต์ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ในการใช้ฝังศพซึ่งถ้าหากใครได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของประวัติความเป็นมาของประเทศอียิปต์จะทราบได้ว่าในสมัยโบราณนั้นคนอียิปต์ฝังพระศพของกษัตริย์นั้นจากพีระมิดแต่หลังจากที่มียุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปการสร้างที่ฝังศพกษัตย์ก็ถูกปรับเปลี่ยนขึ้นมาเป็นอาคารแทน

        การสร้างเป็นพีระมิดขนาดใหญ่เพราะว่าการสร้างพีระมิดนั้นต้องใช้ระยะเวลานานและใช้ผู้คนและทรัพย์สินเป็นจำนวนมากนั่นเองอย่างไรก็ตามสถานที่ฝังสุสานพระศพของกษัตริย์อียิปต์ที่เป็นรูปแบบใหม่นี้ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่พีระมิดแต่ก็อยู่ใต้ดินลดลงไปในภูเขาหินทรายเป็นชั้นๆเช่นเดียวกันซึ่งสุสานแห่งนี้จะมีความนึกถึง 70 ถึง 80 ฟุตเลยทีเดียว

         นอกจากนี้หากวัดความกว้างแล้วตรงบริเวณทางเดินยังกว้างถึง 3-4 ฟุตเลยก็ว่าได้  ภายในหลุมฝังศพของ อเล็กซานเดรียนั้นตรงบริเวณทางเดินจะวกไปเวียนมาเป็นระยะทางนับร้อยใหม่สำหรับสุสานแห่งนี้มีการสร้างเอาไว้ถึง 3 ชั้นด้วยกัน

โดยชั้นที่ 1 นั้นมีเอาไว้สำหรับเตรียมการปลงพระศพส่วนสำหรับชั้นที่ 2 นั้นเป็นสถานที่สำหรับเอาไว้เก็บรักษาและชั้นที่ 3 นั้นจะใช้เป็นที่รวมญาติเพื่อระลึกถึงผู้ตาย

          อย่างไรก็ตามสำหรับที่บรรจุพระศพจะอยู่ด้านบนผนังอุโมงค์ซึ่งมีการเจาะเป็นช่องลึกเข้าไปที่นี่นั้นจะมีการจัดสร้างเป็นแท่นบูชาและตะเกียงดวงเล็กๆแขวนเอาไว้และมีการตกแต่งสุสานเอาไว้อย่างวิจิตรงดงามเรียกได้ว่าถึงแม้จะไม่ได้สร้างเป็นพีระมิดแต่ถ้าในนั้นก็มีการนำเครื่องประดับและอัญมณีเพชรนิลจินดามาประดับตกแต่งให้เกิดความสวยงามไม่แตกต่างจากการสร้างพีระมิดเลยทีเดียว

        อย่างไรก็ตามไม่มีข้อมูลเป็นหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นผู้สร้างหลุมศพแห่งอเล็กซานเดรียแห่งนี้นอกจากนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ระบุเอาไว้ด้วยว่าสุสานแห่งนี้สร้างเอาไว้ให้กับใครและสร้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่เพียงแต่ว่ามีการเกิดเป็นข้อสันนิษฐานกันว่าสุสานแห่งนี้จะสร้างขึ้นมาในช่วงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 2 นั้นเอง

      สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างหลุมฝังศพแห่งอเล็กซานเดรียประวัติความเป็นมาต่างๆนั้นโดยปกติแล้วจะเป็นนักโบราณคดีที่จะมีการเข้าไปศึกษาข้อมูลต่างๆซึ่งจะดูได้จากตัวโครงสร้างของหลุมฝังศพซึ่งจะมีการแกะสลักเรื่องราวเอาไว้แต่ถ้าหากว่าภายในสุสานแห่งนี้ไม่ได้มีการแกะเป็นภาพบ่งบอกเรื่องราวเอาไว้ก็จะทำให้นักโบราณคดีนั้นไม่สามารถที่จะทราบข้อมูลในสมัยอดีตได้ 

 

สนับสนุนโดย.  www.ufabet.com ลิ้งเข้าระบบ

แอนตาร์กติกา พื้นที่ว่างเปล่าไร้เจ้าของ

วันนี้เราจะพูดกันถึงหลายที่แล้วกันที่เรียกได้ว่าที่นึงกินไปถึง 99% กับอีกที่หนึ่งค่อนข้างที่จะพิเศษ  แอนตาร์กติกา พื้นที่ว่างเปล่า โดยดินแดนที่ไม่มีใครเครมใน1%ของพื้นที่ในโลก 99% อยู่ที่ไหนคือที่แอนตาร์กติกาเรียกได้ว่าหากคุณอยากจะไปก็ได้เลยเรียกได้ว่ามันเป็นดินแดนที่มีแต่น้ำแข็งเปล่าๆ

สาเหตุว่าทำไมถึงไม่มีประเทศไหนเข้าไปอ้างความเป็นเจ้าของอ้างกรรมสิทธิ์อ้างเขตแดนในตรงนั้นก็คงจะตอบได้ง่ายมากเพราะว่ามันมีแต่น้ำแข็งจะไปอยู่ทำไมก้เรียกได้ว่าไม่มีเหตุผลให้ต้องไปอยู่ แม้ว่ามันจะมีขนาดใหญ่มันก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรในการจะไปถึงก็ยากเหลือเกินก็เลยเปล่าให้มันเป็นดินแดนว่างเปล่าแบบนี้แหละ

แต่จุดที่น่าสนใจก็คือมันมีดินแดนอยู่ที่หนึ่งในแอฟริกาโดยแอฟริกาเรียกได้ว่าเป็นถิ่นกำเนิดของมนุษย์ตั้งแต่ยุคโบราณมนุษย์ทุกคนมีรากฐานมาจากทวีปแอฟริกาเป็นถิ่นที่มนุษย์อยู่มาตั้งนานแล้วแต่ทำไมถึงไม่มีใครเอาดินแดนตรงนั้นเลยดินแดนตรงนี้เองก็ไม่ใช่ดินแดนที่เป็นเกราะโล้นๆด้วย

ซึ่งมันเป็นดินแดที่อยู่ในระหว่างพรมแดนด้วยของประเทศอียิปต์กับประเทศซูดานแล้วก็เป็นดินแดนที่ไม่ได้เล็กด้วยคือถ้าดูในสกิลของประเทศมันอาจจะเล็กอยู่เหมือนกันแต่จริงๆแล้วมันก็ใหญ่ในระดับหนึ่งเลยมันไม่ได้แบบว่าจะเป็นติ่งเล็กขนาดนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่พอที่จะสร้างเมืองขึ้นมาได้เลย

แต่เรียกได้ว่าตรงนั้นมันจะใช่ว่าจะเป็นทำเลที่เหมาะกับการสร้างเมืองเท่าไรเพราะว่ามันเป็นทะเลทรายแต่ปกติมันก็จะต้องมีคนไปเครมพื้นที่บนโลกจะเป็นป่าเป็นเขาทะเลทรายเขาก็ไปเครมกันอย่างประเทศไทยที่มีป่าไม่มีคนอาศัยอยู่ก็เยอะแยะป่าแล้วทำไมตรงนี้ถึงไม่มี

เพราะฉะนั้นแล้วเขาจะเรียกดินแดนในส่วนนี้ว่าดินแดนเลียทาวิวซึ่งเรื่องราวนี้จริงๆแล้วมันเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์มันเลยเป็นที่มาให้ดินแดนตรงนี้ไม่มีคนสนใจไม่มีคนไปเอากันเลยมันเป็นดินแดนที่ถูกลืมไปบนโลกใบนี้เลยและตรงเบียทาวิวมันไปง่ายกว่าการที่เราจะไปแมรี เบิร์ดแลนด์เยอะมากๆเลย

ดังนั้นเองทุกๆปีก็จะมีคนเดินทางมายังเบียทาวิวเพื่อไปเครมกรรมสิทธิ์ว่านี้แหละเป็นอาณาจักรของตัวเองตั้งชื่อตามนามสกุลของตัวเองบ้างตั้งชื่อตามสิ่งที่ตัวเองนั้นชอบบ้างถามวามันทำได้ไหมมันก็ทำได้มันก็จะกลายมาเป็นประเทศจริงๆในวินาทีนั้นนั่นแหละแต่ถ้าเราทำอะไรมันไม่ได้มันก็ไร้ความหมายอยู่ดี

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้