ตำนานผียายจันทร์

 

ตำนานผียายจันทร์เป็นเรื่องเล่าขานกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของชาวจังหวัดนครสวรรค์ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จังนครสวรรค์นั้นในสมัยก่อนจะเป็นหมู่บ้านทุระกันดารมาก ไม่มีไฟฟ้ามีผู้คนอาศัยอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน ชาวบ้านในละแวกนั้นมีอาชีพหาปลาขาย บางคนก็ทำอาชีพขายไก่ แต่ก็มีบ้านอยู่หลังหนึ่งปลูกบ้านใหญ่โตพื้นที่กว้างขว้าง ตั้งเด่นสง่าอยู่บริเวณหน้าปากซอย และได้ปลูกผลไม้ไว้เต็มบ้าน เจ้าของบ้านเป็นแค่ยายแก่คนหนึ่ง ก็คือยายจันทร์ ซี่งยายจันทร์จะอยู่คนเดียวไม่มีลูกมีหลาน ตอนเช้ายายจันทร์จะตื่นขึ้นมารดน้ำทำสวนดูแลผลไม้ว่าผลไม้ของแกนั้นหายมากน้อยเพียงไหนและวันๆหนึ่งยายจันทร์จะนั่งอยู่บนบ้านและนั่งมองสวนผลไม้ของตัวเอง

ตั้งแต่แกเสร็จงานจนถึงเวลาแกเข้านอน ชาวบ้านแถวนั้นจะเห็นแกนั่งเฝ้าของแกแบบนี้ทุกวันในช่วงเวลาที่แกเข้านอนนั้นก็มีชาวบ้านได้แอบปีนมาเก็บผลไม้ของแกทุกวัน ยายจันทร์ก็รู้ว่าผลไม้แกโดนขโมยทุกวัน แกก็ปล่อยให้พวกนั้นขโมยไป

จุดจบยายจันทร์

จนมาถึงวันที่ยายจันทร์ได้ตายลง ซึ่งแกไม่มีลูกหลานมาทำศพให้ก็มีพนักงานมาเก็บศพของยายจันทร์ และได้เล่าว่ายายจันทร์แกนอนตายบนกองเลือดข้างๆศพแกเขียนข้อความไว้ว่า สมบัติของกูห้ามใครแตะต้อง ลูกหลานห้ามมองมือไม้ห้ามจับ แม้ตอนกูตายเป็นผีกูก็จะมาเฝ้าสมบัติกู ไอ้อีตนใดห้ามมายุ้ง กูจะตามฆ่าหลอกหลอนทั้งโคตร เมื่อตอนยายจันทร์มีชีวิตอยู่นั้นไม่มีลูกหลานมาเยี่ยมยายจันทร์เลยนอกจากแกป่วยใกล้จะตายถึงจะเห็นหน้า และสมบัติของยายจันทร์นั้นจึงไม่ได้ยกให้ใครนอกจากแกเขียนข้อความไว้บนกระดาษเก่าใบหนึ่งว่า กูยายจันทร์เป็นเจ้าของที่ดิน มีลูกหลานเป็นสิบแต่ไม่เคยมาให้กูเห็นหน้าเมื่อกูตายไปสมบัติของกู กูจะดูแลเอง

ความเฮี้ยนของยายจันทร์

เมื่อยายจันทร์ได้เสียชีวิตไปแล้ว บ้านของแกได้ถูกปิดตายไว้สร้างความหวาดกลัวให้แกชาวบ้านแถวนั้น บางคนไปทำงานกลับบ้านมาตอนมืดและมองเข้าไปในบ้านของยายจันทร์จะเห็นยายจันทร์นั่งที่ต้นมะม่วงและชี้หน้าด่าว่าจะมาขโมยของแกใช่ไหม จนชาวบ้านแถวนั้นไม่กล้าเดินผ่านบ้านแก เวลาผ่านจะต้องวิ่งหรือเดินไวๆ จนมาถึงรุ่นที่มีรถรับจ้างเป็นซาเล้งคนขับซาเล้งเห็นบ้านยายจันทร์มีผลไม้มากมายจึงคิดที่จะเข้าไปขโมยหลังจากไปส่งคนงานที่อยู่เลยบ้านยายจันทร์ไปหน่อยขากลับจึงได้แวะ และปีนจะเข้าไปเก็บมะม่วงของยายจันทร์พอข้ามกำแพงไปได้ก็เจอยายจันทร์นั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วงแล้วร้องกรี๊ด

คนขับรถซาเล้งตกใจปีนกำแพงออกมาแต่หูของแกก็ได้ยินแต่เสียงร้องของยายจันทร์ และชาวบ้านได้ไปร้องเรียนผู้ใหญ่บ้านให้รื้อบ้านยายจันทร์ทิ้ง ซึ่งผู้ใหญ่ก็อยากได้ที่ของยายจันทร์อยู่แล้ว ก็คิดว่าการที่มีชาวบ้านมาร้องขอแบบนี้แกก็จะได้ทำการยึดบ้านยายจันทร์ไว้เอง และอยู่ผู้ใหญ่บ้านก็หายตัวไป ชาวบ้านช่วยกันตามหานานถึงสามอาทิตย์มาเจอศพผู้ใหญ่แขวนคอตายอยู่ตรงรั้วบ้านยายจันทร์

เรื่องความเฮี้ยนของยายจันทร์มีการเล่ากันต่อมาของคนในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ เพราะเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์

ผ้าเช็ดกระจกเลนส์ ของจำเป็นในกระเป๋ากล้อง

นี่คือสุดยอดอุปกรณ์เสริมที่เหล่านักเล่นกล้องต้องพกทุกคนเป็นอันดับต้นๆเลยล่ะ เห็นเป็นแค่ผ้าเช็ดแบบนี้นะ เป็นผ้าที่เรื่องมากใช้ได้เลยล่ะ เพราะคุณสมบัติของมันต้องเหมาะกับกระจกเลนส์ด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นเพียงผ้าอะไรก็ได้ที่สะอาดๆหรอกนะ ก่อนที่จะลงลึก เรามาพูดถึงผ้านี้ก่อนดีกว่าว่าทำไมถึงสำคัญนัก รู้ใช่ไหมว่าหน้าเลนส์เรานั้นเปรียบเสมือนตาของกล้อง

การที่มีอะไรมาติดหรือมีคราบสกปรกมาติดอยู่ที่หน้าเลนส์แล้วละก็ เหมือนกับว่ามีขี้ตามาติดอยู่ลูกกะตาเรานั้นเอง แล้วเกิดอะไรขึ้นอีกละ ก็เกิดการมองภาพได้ไม่ชัดยังไงล่ะ แล้วยิ่งกว่านั้น มันขนาดใหญ่กว่าขนาดไหนล่ะ ใหญ่กว่าตาเรามากมายเลยล่ะ เพราะฉะนั้นแล้ว มันมีฝุ่นหรือระอองน้ำ แม้แต่คราบบนมือเราไปโดนได้อย่างง่ายดาย

ต้องบอกเลยนะว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีทางที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้เลย เพราะยังไงฝุ่นก็ต้องมาเกาะอย่างช่วยไม่ได้ และนี่แหละคือเหตุผลว่าผ้านั้นสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกระเป๋ากล้องทุกคน นี่พูดถึงแค่เรื่องหน้าเลนส์นะ ถ้าเป็นตากล้องสายเปลี่ยนเลนส์บ่อยๆแล้วละก็ ยิ่งกว่าเสียอีกเพราะว่าการเปลี่ยนเลนส์เป็นอะไรที่เพิ่มความเสี่ยงในการไปโดนทั้งหน้าเลนส์และท้ายเลนส์ที่ปกติแล้วอยู่ข้างในเพิ่มขึ้นมากเลย แล้วที่โหดร้ายกว่านั้นก็คือ เซนเซอร์ยังไงล่ะ ที่มีสิทธิ์โดนฝุ่นเข้าไป แล้วส่งผลกับภาพโดยตรงไม่มากก็น้อย

การเลือกผ้านั้น ผมแนะนำว่าเป็นแบบผ้านาโน ยิ่งนิ่มยิ่งละเอียดเท่าไหร่ยิ่งดีเลย แล้วต้องมีคุณสมบัติที่ซับน้ำได้ดีพอสมควรด้วยนะ ไม่ใช่นั้นถ้าเราใช้ร่วมกับน้ำยาเช็ดเลนส์แล้ว ผ้าไม่สามารถซับน้ำได้หมด ก็ทำให้เกิดเป็นคราบอยู่ดี และมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกนิดตรงขอบผ้า ที่ไม่ควรจะใช้แบบที่เป็นตะเข็บ เพราะเสี่ยงที่จะไปโดนหน้าเลนส์แล้วขูดเป็นรอยด้วย

แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพียงแต่พยายามอย่าใช้ตรงตะเข็บในการเช็ดให้โดนเลนส์ อีกอย่างที่ควรคำนึงไว้คือ เราห้ามใช้ผ้าเช็ดเลนส์ร่วมกับผ้าเช็ดบอดี้หรือผ้าเช็ดจอ LCD เพราะว่าจะทำให้คราบสกปรกและคราบน้ำมันจากบอดี้ที่มีเยอะกว่ามาติดที่หน้าเลนส์ ดังนั้นแล้วควรพกเป็นสองผืนแยกกัน ถึงอย่างนั้นก็เถอะพกผืนเดียวก็ได้แต่ไม่ต้องเช็ดบอดี้ สิ่งสุดท้ายนี้สำหรับผ้า ควรจะทำความสะอาดผ้าบ่อยๆ หรือเอาออกมาสะบัดบ่อยๆ พยายามใช้มือที่สะอาดลูบคลำให้ทั่วผืนว่าเศษฝุ่นหรือผ้าส่วนที่แข็งๆไหม เพื่อไม่ให้มาขูดกับตัวกระจกเลนส์ของเรา เป็นไงละยุ่งยากพอไหม

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริงฝากขั้นต่ำ 100

มะเมี๊ยะ

มะเมี๊ยะใครหลายคนอาจไม่รู้ว่า ชื่อนี้ได้เป็นชื่อของบุคลหนึ่งที่ได้มีเรื่องราวและประวัติในด้านความรักที่น่าสงสารและทุกทรมานในเรื่องของความรักที่ต่างชนชั้นกันมาก ของหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งในประเทศพม่า หรือเมียนมาร์ กับเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ล้านนา จึงเกิดเป็นความรักที่ไม่สมหวังของคนทั้งคู่และได้เป็นสัญลักษณ์ ในเรื่องของความรักที่ไม่สมหวังของมะเมี๊ยะนั่นเอง

เรื่องราวความรักของมะเมี๊ยะ

เจ้าน้อย ศุขเกษม เป็นราชโอรสองค์โต ของเจ้าแก้วนวรัฐและแม่เจ้าจามรีมหาเทวี แห่งนครเมืองเชียงใหม่ ได้ถูกส่งไปเรียนยังประเทศพม่าเมื่อมีอายุได้เพียง 15 ปี และได้เรียนอยู่ทีพม่าจนถึงอายุ19 จึงได้เดินออกไปเที่ยวในตลาดและได้เจอกับมะเมี๊ยะหญิงสาว ตอนนั้น มะเมี๊ยะมีอายุเพียง15ปี ได้เป็นแม่ค้าขายบุหรี่อยู่ในตลาดแห่งนั้น และเมื่อได้เจอก็เกิดการักใคร่ชอบพอกัน และได้คบหากันและตกลงใจใช้ชีวิตสามี ภรรยา ร่วมกัน และยังได้สาบานรักกันว่าจะรักกันตลอดไปและจะไม่ทอดทิ้งกัน หากใครทรยศหรือผิดคำสาบาน ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น และทั้งสองได้ทำการสาบานต่อหน้าพระธาตุใจ๋ตะหลั่น

พามะเมี๊ยะกลับนครเชียงใหม่

เมื่อเจ้าน้อย อายุได้20ปีจึงต้องกลับนครเชียงใหม่ และได้พามะเมี๊ยะกลับมาด้วย แต่มาถึงเจ้าน้อยถึงได้รู้ว่าตนเองนั้นได้ถูก พระบิดา พระมารดา หมั่นหมายหญิงอื่นไว้ให้ เจ้าน้อยจึงได้เล่าเรื่องของมะเมี๊ยะให้แก่ พระบิดาและพระมารดาฟัง ซึ่งในสมัยนั้นประเทศพม่าเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ และไม่ถูกกับประเทศสยาม พระบิดาและพระมารดาจึงไม่ชอบละได้ส่งตัวมะเมี๊ยะกลับพม่าทันที และเจ้าน้อยได้บอกแต่บอกว่าจะไปหามะเมี๊ยะที่พม่า 

เจ้าน้อยแต่งงานใหม่

มะเมี๊ยะเผ้ารอเจ้าน้อย ที่ให้สัญญาว่าจะมาหา รอจนนานเข้าเจ้าน้อยก็ไม่มาสักทีมะเมี๊ยเลยตัดใจและได้ครองคนเป็นชี เพราะซื่อสัตว์ในความรักที่มีต่อสามี และอยู่มาวันหนึ่งแม่ชีมะเมี๊ยะได้รู้ข่าวว่าเจ้าน้อยได้แต่งงานใหม่ ตนจึงได้เดินทางไปขอพบเจ้าน้อยเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าน้อยไม่ยอมลงมาหาและได้ให้คนสนิทนำเงินมาให้แม่ชีมะเมี๊ยะ เพื่อเป็นการทำบุญ และพร้อมกับนำแหวนมาให้เพื่อเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยและยังขอให้แม่ชีมะเมี๊ยะเก็บแหวนวงนั้นไว้ด้วย และด้วยความรักที่เจ้าน้อยมีต่อมะเมี๊ยะนั้นนั้นทำให้เจ้าน้อยตรอมใจ กินเหล้าอย่างหนัก และเสียชีวิตลงในที่สุด และแม่ชีมะเมี๊ยะก็ยังบวชอยู่จนถึงอายุ 75ปีจึงสิ้นอายุไข