มะเมี๊ยะ

มะเมี๊ยะใครหลายคนอาจไม่รู้ว่า ชื่อนี้ได้เป็นชื่อของบุคลหนึ่งที่ได้มีเรื่องราวและประวัติในด้านความรักที่น่าสงสารและทุกทรมานในเรื่องของความรักที่ต่างชนชั้นกันมาก ของหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งในประเทศพม่า หรือเมียนมาร์ กับเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ล้านนา จึงเกิดเป็นความรักที่ไม่สมหวังของคนทั้งคู่และได้เป็นสัญลักษณ์ ในเรื่องของความรักที่ไม่สมหวังของมะเมี๊ยะนั่นเอง

เรื่องราวความรักของมะเมี๊ยะ

เจ้าน้อย ศุขเกษม เป็นราชโอรสองค์โต ของเจ้าแก้วนวรัฐและแม่เจ้าจามรีมหาเทวี แห่งนครเมืองเชียงใหม่ ได้ถูกส่งไปเรียนยังประเทศพม่าเมื่อมีอายุได้เพียง 15 ปี และได้เรียนอยู่ทีพม่าจนถึงอายุ19 จึงได้เดินออกไปเที่ยวในตลาดและได้เจอกับมะเมี๊ยะหญิงสาว ตอนนั้น มะเมี๊ยะมีอายุเพียง15ปี ได้เป็นแม่ค้าขายบุหรี่อยู่ในตลาดแห่งนั้น และเมื่อได้เจอก็เกิดการักใคร่ชอบพอกัน และได้คบหากันและตกลงใจใช้ชีวิตสามี ภรรยา ร่วมกัน และยังได้สาบานรักกันว่าจะรักกันตลอดไปและจะไม่ทอดทิ้งกัน หากใครทรยศหรือผิดคำสาบาน ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น และทั้งสองได้ทำการสาบานต่อหน้าพระธาตุใจ๋ตะหลั่น

พามะเมี๊ยะกลับนครเชียงใหม่

เมื่อเจ้าน้อย อายุได้20ปีจึงต้องกลับนครเชียงใหม่ และได้พามะเมี๊ยะกลับมาด้วย แต่มาถึงเจ้าน้อยถึงได้รู้ว่าตนเองนั้นได้ถูก พระบิดา พระมารดา หมั่นหมายหญิงอื่นไว้ให้ เจ้าน้อยจึงได้เล่าเรื่องของมะเมี๊ยะให้แก่ พระบิดาและพระมารดาฟัง ซึ่งในสมัยนั้นประเทศพม่าเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ และไม่ถูกกับประเทศสยาม พระบิดาและพระมารดาจึงไม่ชอบละได้ส่งตัวมะเมี๊ยะกลับพม่าทันที และเจ้าน้อยได้บอกแต่บอกว่าจะไปหามะเมี๊ยะที่พม่า 

เจ้าน้อยแต่งงานใหม่

มะเมี๊ยะเผ้ารอเจ้าน้อย ที่ให้สัญญาว่าจะมาหา รอจนนานเข้าเจ้าน้อยก็ไม่มาสักทีมะเมี๊ยเลยตัดใจและได้ครองคนเป็นชี เพราะซื่อสัตว์ในความรักที่มีต่อสามี และอยู่มาวันหนึ่งแม่ชีมะเมี๊ยะได้รู้ข่าวว่าเจ้าน้อยได้แต่งงานใหม่ ตนจึงได้เดินทางไปขอพบเจ้าน้อยเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าน้อยไม่ยอมลงมาหาและได้ให้คนสนิทนำเงินมาให้แม่ชีมะเมี๊ยะ เพื่อเป็นการทำบุญ และพร้อมกับนำแหวนมาให้เพื่อเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยและยังขอให้แม่ชีมะเมี๊ยะเก็บแหวนวงนั้นไว้ด้วย และด้วยความรักที่เจ้าน้อยมีต่อมะเมี๊ยะนั้นนั้นทำให้เจ้าน้อยตรอมใจ กินเหล้าอย่างหนัก และเสียชีวิตลงในที่สุด และแม่ชีมะเมี๊ยะก็ยังบวชอยู่จนถึงอายุ 75ปีจึงสิ้นอายุไข

 

ขอขอบคุณ ole777  ที่ให้การสนับสนุน

หนังตะลุง

หนังตะลุง

หนังตะลุง เป็นศิลปะของทางภาคใต้ มีเสียงภาคเป็นเอกลักษณ์ และมีทำนองดนตรีที่น่าฟัง และเป็นการแสดงโดยการใช้เงาให้เกิดภาพ ปัจจุบันอาจจะมีให้เห็นไม่มากนัก หนังตะลุงทำมาจากการเอาหนังวัวมาแกะสลักให้เป็นรูปร่างของตัวละครนั้นๆ และการที่จะแสดงหนังตะลุงได้ในแต่ละครั้งต้องใช้แรงงานคนมาก อย่างคนที่จะมาเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ

ก่อสร้างเวที หรือคนทำการแสดงเอง ค่อนข้างยุ้งยาก จึงทำให้การแสดงหนังตะลุงมีราคาค่อนข้างแพงหากจะหามารับชมกัน ส่วนใหญ่หนังตะลุงจะแสดงในงานศพ งานบุญจะพบเจอน้อยมาก การแสดงหนังตะลุงนั้นควรจะแสดงเวลาค่ำคืนเพราะจะใช้เงาในการถ่ายทอดการแสดงให้แก่ผู้คนเห็น และในเรื่องที่เล่นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องรามเกียรติ์ และยังสอดแทรกธรรมเข้าไปด้วย

ตัวละครสำคัญในหนังตะลุง

ตัวละครที่ตลกและขาดไม่ได้ในการแสดงหนังตะลุง มีหลักๆอยู่ 7-8 ตัวและผู้คนยังสามารถเข้าถึงกับตัวแสดงตลกนี้ได้ง่ายอีกด้วย เพราะมีการหยอกล้อพูดคุยกันในระหว่างทำการแสดง

หนูนุ้ย รูปร่างอ้วน เตี้ย พุงย้อย ปากคล้ายวัว จะแสดงเป็นคนซื่อ หลงเชื่อคนง่าย มีกรรไกรหนีบหมากเป็นอาวุธ

สะหม้อ รูปร่างหลังโกง ลงพุงสวมหมวกแขก นุ่งผ้าโสร่ง ไม่สวมเสื้อ ชอบกินหมูแต่นับถืออิสลาม และชอบล้อเลียนผู้อื่นนิสัยอวดรู้

ยอดทอง รูปร่างอ้วน ดำ ผมหยิก พุงย้อยไม่มีฟันเหมือนคนแก่ นุ่งผ้าลายโจงกระเบน นิสัย เจ้าชู้ ชอบบ้ายอ มีกริชเป็นอาวุธ

 สีแก้ว รูปร่างอ้วนเตี้ย ผิวคล้ำ หัวล้าน ที่คอเป็นโหนก นุ่งผ้าโจงกระเบนลายหมากรุก ไม่สวมเสื้อ เป็นผู้มีศีล เป็นคนมือหนักเวลาโกรธใครชอบตบหรือไม่ก็ใช้หัวทุ่ม

ขวัญเมือง รูปร่างดำ ผมบางแต่หยิก หัวเถิก ปากกว้าง นุ่งผ้าดำไม่สวมเสื้อ นิสัยเป็นคนซื่อแต่ชอบยุ้งเรื่องชาวบ้าน

อ้ายเท่ง รูปร่างผอมสูง ผิวดำ หัวเถิก ปากกว้าง หน้าคล้ายผีกระหัง  นุ่งโสร่งลายหมากรุก คาดพุงด้วยผ้าขาวม้า พกมีดอ้ายครกเป็นอาวุธคู่ใจ พูดจาไม่สนใจใคร ชอบเลียนแบบชาวบ้านเก่ง

อ้ายโถ รูปร่างหัวเล็ก ปากล่างจะเม้มเข้าใน ตาโตมาก สวมหมวกตรงปลายมีสายยาวออกมา นุ่งกางเกงขาถลก มีปังตอเป็นอาวุธ นิสัย ขี้ขลาด การกินเป็นเรื่องใหญ่

 ผู้ใหญ่พูน รูปร่างสูงใหญ่ มีจมูกใหญ่งุ้ม หัวล้าน นุ่งผ้าโจงกระเบนไม่มีลาย นิสัยขี้ยุ คุยโม้โออวด

หนังตะลุงขึ้นชื่อเป็นศิลปะของทางภาคใต้อีกแขนงหนึ่ง จึงอยากให้ลูกหลานรักษาการเชิดหนังตะลุงไว้ให้อยู่คู่กับประเทศไทยไปนานๆ และอย่าให้ได้สูญหายไปไหนและชาวใต้ควรสนับสนุนหรือปลูกฝังให้ลูกหลานของท่าน รักษาศิลปะหนังตะลุงสืบทอดศิลปะนี้ไว้ด้วยเถิด

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ

ประเพณีการทอดผ้าป่า  

ประเพณีนี้เป็นประเพณีที่ถูกสืบทอดกันมาอย่างช้านานเพราะว่าเท่าที่รู้นั้นเราจะเห็นได้ทุกปีว่าจะมีการทำบุญผ้าป่านั้นทุกปี และจะมีพระนั้นเดินมาแจกของ หรือว่าเป็นกระป๋องที่ให้เรานั้นไปทำบุญกันหรือว่าเรานั้นจะใส่เป็นเงินนั้นก็ได้เพราะว่าทางวัดนั้นจะเอาไปสร้างวัดต่อหรือว่าจะเอาไปซ่อมแซมของที่เสียหายเพราะว่าทางวัดนั้นไม่มีปัจจัยในการซ่อมก็ต้องรอญาติโยมนั้นเอาเงินมาบริจากนั้นถึงจะมีเงินที่ไปถนุบำรุงวัดนั่นเอง  ก็จะใช้เวลาในช่วงที่เป็นทอดผ้าป่าบ้าง   

        การทอดผ้าป่านั้นเป็กการที่เรานั้นสืบทอดกันมาอย่างช้านานจนมาถึงทุกวันนี้  แต่ว่าก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้นมีอยู่มั้งในปัจจุบันนี้ได้มีการทอดทอดผ้าไตรสำเร็จนั้นขาย  และชาวบ้านนั้นก็ไม่ได้เอาไปทิ้งไว้เหมือนกับตามที่พระพุทธเจ้านั้นเคยบอกเอาไว้ แต่ว่าก็ยังคงเป็นธรรมเนียมโดยการที่เรานั้นเอาไม้นั้นมาปักไว้ในกระถางหรือว่ากระป๋องที่เราแล้วเรานั้นก็เอาผ้าที่จะไปถวายนั้นไปแขวนไว้หรือว่าเอาไปผูกไว้ส่วนไม้นั้นก็ดัดไปทำเป็นรูปผีนั้นบ้าง 

    การที่เรานั้นจะทอดผ้าป่านั้นเรานั้นมักจะเห็นทอดกันในช่วงที่ออกพรรษานั้นเป็นต้น พอทอดกระกฐินเสร็จนั้นก็จะทอดผ้าป่านั้นต่อเลย ส่วนบางคนนั้นนิยมที่จะทดอหลายๆวัดแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน  การที่เรานั้นทอดผ้าป่านั้นเราตั้งใจที่จะถวายผ้านั้นให้กับพระการที่เรานั้นจะไปถวายนั้นแล้วแต่ว่าวัดไหนจะมีงานวัดที่ยิ่งใหญ่หรือเปล่านั้นนี้ก็แล้วแต่การที่เรานั้นเข้าไปถวายคือการผ้าบังสุกุลจีวร  โดยจะมีคนที่นำเราด้วยการที่เรานั้นพูดถวายให้แก่พระสงฆ์จากนั้นเราก็ท่องตามที่เขานั้นบอกให้เรานั้นท่องผ้าป่านั้นมีหลายชนิด  

    ผ้าป่านั้นมีหลายชนิดซึ่งเรานั้นก็มักจะเรียกตามผ้าป่า  อย่างเช่น ผ้าป่าหางกฐิน นั้นคือการที่เรานทอดผ้าป่าก่อนทอดกฐินนั้นเป็นต้น  ผ้าป่าสามัคคี นั้นเป็นอย่างเช่นเรานั้นได้จัดรวมกับหมู่คณะหรือว่าเรานั้นจัดรวมกับคนในหมู่คณะนั้นทำอะไรสร้างถวายในวัด  อย่างเช่นเรานั้นรวบรวมเงินนั้นมาหลายคนที่เรานั้นได้ไปบอกบุญเอามารวมกันแล้วเอามาสร้างห้องน้ำให้วัด หรือว่าทำห้องน้ำนั้นใหม่เพราะว่าห้องน้ำเก่านั้นทรุดโทรมเต็มที่แล้ว แบบนี้เป็นต้น  

   แล้วเดี๋ยวนี้นั้นการที่เรานั้นทอดผ้าป่านั้นเริ่มที่จะชักชวนคนเหล่าเพื่อนนั้นเริ่มที่จะรวบรวมเงินนั้นไปถวายเงินกันหรือว่าจะถวาย  จำพวก ถนน โรงเรียน หรือว่าโรงพยาบาลแบบนั้นเป็นต้น  

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่า sa gaming

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์

สำหรับเรื่องนี้เกิดขึ้นจากเหตุการเด็กชายวัย8ขวบได้หายตัวไปในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์เมื่อปีพ.ศ.2548เป็นเวลา4วันจากคำบอกเหล่าของเด็กชายเขาได้เหล่าว่าเขาได้วิ่งเล่นกับสุนัขสองตัวแต่อยู่ๆสุนัขมีทาทีตื่นกลัวและได้วิ่งหนีเข้าไปในขอบชายป่าจนทำให้เด็กชายวิ่งตามสุนัขไปและเขาก็ได้พบกับเด็กหญิงรุ่นเดียวกันชวนไปวิ่งเล่นโดยมีบ้านหลังใหญ่ที่สวยงามมีเพื่อนมากมายมีของกินหลากหลายแต่แล้วเมื่อเขาได้ตั้งสติได้จนได้รีบหาทางกลับบ้านจนเดินมาถึงลำธานเขาได้นอนอยู่ที่ลำธานนั้นเป็นเวลา2วันโดยเด็กได้บอกว่าเห็นเจ้าหน้าที่ได้เดินผ่านไปผ่านมาเด็กก็พยายามเรียกแต่ก็ไม่สามารถมีใครได้ยินหรือเห็นเขาแล้ว

ในคืนที่สองที่เขาได้นอนที่ลำธานก็ได้พบกับเด็กหญิงอีกครั้งในเวลาที่เขาได้อยู่กับเด็กหญิงเขารู้สึกได้ถึงความสุขแต่บางครั้งก็รู้สึกหวาดกลัวและหิวเด็กชายกล่าวว่าเขาเห็นแสงสว่างและจากนั้นก็มีผู้คนได้เข้ามาช่วยเหลือซึ่งหากเรามาลองพิจารณาดูแล้วเด็กผู้หญิงที่เขาพบอาจจะมาจากเมืองลับแลและเด็กผู้ชายก็อาจจะได้เข้าไปอยู่ในเมืองลับแลก็เป็นได้เพราะเท่าที่เรานั้นได้ยินคำบอกเหล่ามาซึ่งเมืองลับแลนั้นก็เหมือนกับโลกมนุษย์เราทุกอย่างเพียงแต่ว่าสำหรับเมืองลับแลนั้นจะเป็นมิติคู่ขนาดของโลกทำให้เจ้าหน้าที่นั้นสามารถเห็นหรือได้ยินเด็กชายที่ริมลำธานก็อาจจะเป็นได้

อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่น่าสนใจมีดังนี้

เรื่องที่เรานั้นจะเล่าก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ได้เหล่ากันว่ามีชายชาวไทยคนหนึ่งได้หลงป่าและได้พบกับหญิงสาวเมืองลับแลต่างก็ตกหลุมรักกันและกันจนอยู่กินเป็นฉันสามีภรรยาโดยสามีจะมีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรอยู่ในเมืองลับแลแต่มาวันหนึ่งในเวลาที่สามีเลี้ยงบุตรอยู่นั้นภรรยาได้ออกไปหาของป่าบุตรได้ร้องไห้สามีจึงได้โกหกว่าอย่าร้องเดี๋ยวแม่มาเมื่อภรรยาได้กลับมาและได้ยินสามีพูกคำนั้นจึงทราบว่าสามีเป็นคนโกหกทำให้คนในเมืองลับแลได้ขับไล่สามีออกไป

โดยก่อนออกมาภรรยาได้นำห่อขมิ้นห่อใหญ่ให้สามีนำติดตัวออกมาด้วยด้วยต้องเดินทางไกลเขาจึงทิ้งห่อขมิ้นนั้นทิ้งไปและถึงบ้านเห็นว่ายังมีขมิ้นอีกหนึ่งห่อติดอยู่พบว่าเป็นทองและแล้วชายคนนั้นก็ได้ย้อนกลับไปเก็บห่อขมิ้นที่ตนทิ้งแต่ก็ไม่สามารถพบเจอเพราะมันนั้นได้เหายไปแล้ว

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนจาก  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

เครื่องเล่นดนตรีไทยในแต่ละภาค  

เครื่องเล่นดนตรีของไทยเรานั้นได้เบ่งออกในแต่ละภาคนั้นที่เราแยกออกมาเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาร ภาคกลาง และภาคใต้ ซึ่งในแต่ละภาคนั้นก็จะแบ่งแตกต่างกันออกไปเครื่องดนตรีแต่ละภาคเป็นดนตรีพื้นบ้านที่ถ่ายทอดกันออกมาด้วยวาจาซึ่งเรียนรู้ผ่านทางการฟัง มากกว่าการอ่าน และก็เป็นการพูดต่อๆกันมาแบบว่าปากต่อปากโดยที่ไม่ได้มีการจดทะเบียนหรือว่าจดบันทึกเอาไว้เลย

จึงกลายเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมของชาวบ้านตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการที่เราทำงานและก็ช่วยสร้างสีสันให้แก่ชาวหมู่บ้านหรือว่าหมู่คณะและก็ทำให้เกิดความรักและความสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์พื้นบ้านในท้องถิ่นไป  

 เครื่องดนตรีภาคกลาง ภาคกลางนั้นเครื่องดนตรีนั้นก็จะประกอบไปด้วย ดีด  สี ตี เป่า โดยเครื่องดีด ได้แก่ จะเข้ และจ้องหน่อง  เครื่องสี ได้แก่ ซอด้วยและซ้ออู้ เครื่องตีนั้นได้แก่ ระนาดเอก  ระนาดทุ้ม ระนาดทองระนาดทุ้มเล็ก ฆ้อง โหม่ง ฉิ่ง ฉาบ และกรับ เครื่องเป่านั้นได้แก่  ขลุ่ยและปี่ เครื่องเล่นของดนตรีของภาคกลางนั้นจะมีการถูกพัฒนาในลักษณะผสมผสานกับดนตรีเครื่องหลวงและได้มีการพัฒนาจากดนตรี ปี่ และกลองเป็นหลัก มาเป็นระนาดและฆ้องจนมาถึงเป็นวงดนตรีขนาดใหญ่ 

เครื่องดนตรีภาคเหนือ ในยุคแรกจะเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ได้แก่ท่อนไม้ ท่อนไม้กลวง ที่ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ และต่อมานั้นก็ได้พัฒนามาเป็นการเอาหนังสัตว์มาขึงที่ปากท่อนไม้ กลวงไว้กลายเป็นเป็นเครื่องดนตรีที่เรียกว่ากลองและต่อมานั้นก็ได้พัฒนารูปแบบของกลองให้แตกต่างออกไป เช่กลองที่ขึงปิดหน้าเดียวได้แก่กลองกลองรำมะนา กลองยาว กลองแอว และก็กลองที่ขึงด้วยหนังสัตว์ทั้งสองหน้าได้แก่  กลองมองเซิง กลองสองหน้า กลองตะโพน และก็นอกจากนี้ก็ยังมีเครื่องตีที่ทำด้วยโลหะ เช่น ฆ้อง ฉาบ ส่วนเครื่องดนตรีประเภทเป่า ได้แก่ ขลุ่ย ย่ะเอ้ ปี่แน ปี่มอญ สำหรับลักษณะเครื่องดนตรีของภาคเหนือนั้น คือนำเครื่องดนตรี ดีด สี ตี เป่า มาผสมวงกันให้เกิดเสียงดนตรีที่ไพรเราะ โดยเฉพาะสำเนียงทำนองที่พลิ้วไหวตามอากาศ ความอ่อนนุ่มนวลของธรรมชาติ นอกจากนี้ยัง

เครื่องดนตรีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  วงดนตรีทางภาคอีสานนั้นจะมีลักษณะเฉพาะตามพื้นที่ 3 กลุ่ม คือ  กลุ่มอีสานเหนือ กลุ่มอีสานกลาง โดยที่จะนิยมดนตรีที่มีหมอลำ ที่มีการเป่าแคน และดีด พิณ ประสานเสียงกับการร้องเพลงส่วนกลุ่มอีสารใต้จะนิยมดนตรีกันตรึม ซึ่งเป็นดนตรีบรรเลงที่ไพรเราะของชาวอีสานใต้ที่มีเชื้อสายทางเขมร  และนอกจากนี้ยังมีวงดนตรีวงพิณพาทย์และวงมโหรีด้วยชาวบ้านแต่ละกลุ่มจะบรรเลงดนตรีเหล่านี้เพื่อความสนุกสนานครื้นเครง ใช้ประในการเล่น การแสดง และพิธีกรรมต่างๆ เช่น ลำฝีฟ้า ที่ใช้แคนในการเป่ารักษาโรค และงานศพแบบอีสานที่ใช้วงตุ้มโมงบรรเลง นับเป็นลักษณะเด่นของดนตรีพื้นบ้านอีสานที่แตกต่างจากภาคอื่นๆ  

 

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆนี้จาก  เว็บบาคาร่าฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ